วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ครม.ไฟเขียวระบายน้ำเฉพาะนาข้าวตั้งท้อง1.36 ล้านไร่

มติครม.อนุมัติ ระบายน้ำให้ภาคเกษตรพรุ่งนี้ เฉพาะนาที่ข้าวที่ตั้งท้องจำนวน1.36ล้านไร่ พื้นที่อื่นห้ามสูบเหมือนเดิม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และพลเอก อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ร่วมกันแถลงมติคณะรัฐมนตรี(ครม.)เกี่ยวกับการแก้ปัญหาภัยแล้ง

โดยนายปีติพงศ์ กล่าวว่า ในส่วนของการบริหารจัดการน้ำ จากที่รัฐบาลเคยขอความร่วมมือ ในการงดการสูบน้ำทำการเกษตรในพื้นที่เหนือเขื่อนเจ้าพระยาขึ้นไป พบว่าได้รับความร่วมมืออย่างดีและ ในช่วงที่ผ่านมา น้ำเหนือเขื่อนก็มีอัตราเพิ่มขึ้นในอัตราที่น่าพอใจ และ มีการประเมินเมื่อวันที่ 20ก.ค.ที่ผ่านมา ว่ามีโอกาสจะส่งน้ำเพิ่มให้ภาคการเกษตร ด้วยเงื่อนไข 2 ประการ คือ หนึ่งพื้นที่ส่งน้ำคงไม่ใช่พื้นที่ทั้งหมดที่จะได้รับน้ำ แต่จะเป็นพื้นที่ที่ดูแลร่วมกันระหว่างกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ , สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือจิสด้า ที่เป็นพื้นที่วิกฤติ ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ข้าวที่กำลังตั้งท้องมากกว่า 8 สัปดาห์ และจะออกรวงใกล้จะเก็บเกี่ยวได้ ซึ่งการส่งน้ำจะส่งไปในพื้นที่ที่มีความจำเป็น ที่มีปัญหาที่ต้องมีการส่งน้ำ ผ่านไปยังจุดเป้าหมายจำนวน 1.36ล้านไร่

“อยากขอร้องประชาชนสองฝั่งช่วยกันดูแล เพราะคนเดือดร้อนก็อยู่ปลายทาง ที่รัฐบาลต้องเข้าไปดูแลที่มีการกำหนดจำนวนลูกบาศก์เมตรว่าจะดูแลอย่างไร ขอให้เชื่อฟังเจ้าหน้าที่ในการส่งน้ำระหว่างทาง ต้องพยายามเข้าใจว่าน้ำจะต้องถูกลำเลียง ในพื้นที่ที่กำหนดไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ที่จะดำเนินการวันพุธที่22 ก.ค.เป็นต้นไป แต่อาจจะใช้เวลาเล็กน้อยกว่าน้ำจะวิ่งไปถึงพื้นที่เป้าหมาย ซึ่งมีการจัดทำแผนที่ข้อมูล มอบให้ผู้ว่าราชการจังหวัด และส่วนเกี่ยวข้องว่าพื้นที่ปัญหาเป็นอย่างไรแล้ว” รมว.เกษตรฯ กล่าว 

นายปีติพงศ์ กล่าวว่า สำหรับพื้นที่ข้าวตั้งท้องออกรวงหรืออายุ 8 สัปดาห์ขึ้นไป มีจำนวน 1.36 ล้านไร่ เป็นส่วนที่รัฐบาลจะช่วยเหลือ ส่วนข้าวที่มีอายุมากกว่า 6 สัปดาห์ แต่น้อยกว่า 8 สัปดาห์มีจำนวน 1.25 ล้านไร่ ซึ่งการให้น้ำอาจจะมีความจำเป็นน้อยกว่า และส่วนที่สามที่ข้าวอายุน้อกว่า 6 สัปดาห์มีจำนวน 1.7 แสนไร่ ส่วนการเยียวยาอื่นๆนั้นจะมีการหารือมาตรการเยียวยา ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายน้ำแห่งชาติ(กนช.)ในวันพุธนี้ (22ก.ค.) โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานด้วยตัวเอง อย่างไรก็ตาม จะมีการหารือว่ามาตรการจะเป็นการปลูกพืชอะไรทดแทนอย่างไร แต่สำหรับการเยียวยาชดเชยรายได้ จะต้องรอให้มีผลการสำรวจความเสียหาย จากพื้นที่จริงรายงานเข้ามาก่อน 

ขณะที่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า จากที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ส่วนเกี่ยวข้อง พิจารณาช่วยเหลือเกษตรกรจากปัญหาฝนแล้งที่ส่งผลต่อปัญหาปากท้อง โดยเรื่องแรกครม.ให้ไปพิจารณาให้มีการสร้างงาน ในพื้นที่ซึ่งเป็นหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทย การดำเนินการมติครม.ทำงานร่วมกันกับคสช. คือ ฝ่ายทหารและกระทรวงเกษตรฯ โดยไปดูว่าจะสร้างงานในพื้นที่อย่างไร และการมอบหมายให้กระทรวงเกษตรฯดูแนวทางที่จะฟื้นฟูว่าจะทำอะไรได้อย่างไร จากความเสียหายที่เกิดขึ้น และเมื่อภัยแล้งผ่านไปแล้ว มีการประเมินความเสียหายแล้ว จะมีการเยียวยาตามที่มีกฎหมายระบุไว้ 

พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ในเรื่องของการสร้างงาน ครม.ได้มติอนุมัติในหลักการ ตามที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.)เสนอ ในการให้นำเงินทดลองจ่าย 10 ล้านบาท ของผู้ว่าราชการจังหวัดมาใช้ให้เกิดการจ้างงาน ในพื้นที่ภัยแล้ง โดยครม.ให้กระทรวงมหาดไทยทำข้อตกลงกับกระทรวงการคลัง ว่าจะทำกิจกรรมอย่างไรได้บ้าง เพื่อให้มีการจ้างงานในพื้นที่ที่จะดำเนินการโดยเร็ว 

รมว.มหาดไทย กล่าวว่า การระบายน้ำให้พื้นที่ปลูกข้าว 1.36 ล้านไร่ ที่ข้าวอยู่ในช่วงตั้งท้องนั้น พื้นที่ข้าวกำลังตั้งท้องไม่ได้อยู่กระจุกตัว แต่กระจายๆออกไป ดังนั้นจะทำอย่างไรให้เกษตรกรระหว่างทางเข้าใจด้วย เพราะหากระดมสูบอีกก็จะมีปัญหาอีก จึงเป็นหน้าที่ของฝ่ายปกครองและฝ่ายทหาร จะต้องดูแลซึ่งเป็นความยาก ในการทำให้สัมฤทธิ์ผล อย่างไรก็ตามอยากวิงวอนสื่อมวลชนด้วยว่าหากมีการปล่อยน้ำให้อีกฝั่งสื่อก็จะก็ไปถามเกษตรกรอีกฝั่ง ที่ไม่ได้รับการปล่อยน้ำ ความคลาดเคลื่อนก็จะเกิดขึ้น ดังนั้นจะเกิดความสับสน 

พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า รัฐบาลเข้าใจและเห็นใจเกษตรกรที่เขาทำนา ด้วยชีวิตเขากู้เงินมาทำนา ข้าวกำลังตั้งท้องก็เป็นความธรรมดาที่เขาต้องต่อสู้ทุกวิถีทาง ซึ่งเป็นความยากในการบริหารจัดการ ทั้งนี้ทหารก็ต้องช่วยสร้างความเข้าใจ เพราะเราไม่ต้องการเผชิญหน้า ทหารต้องมาช่วยให้ระบบเดินไปได้ และสื่อก็ต้องช่วยกันสร้างความเข้าใจ ไม่ใช่สร้างประเด็นความขัดแย้ง ขอให้ช่วยสร้างความเข้าใจกับสังคม"มท.1 กล่าว 

ด้านพล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า ยืนยันว่าทหารมีความจำเป็น ต้องร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง , ผู้ว่าราชการจังหวัด , นายอำเภอ ,กำนัน , ผู้ใหญ่บ้าน , เกษตรจังหวัด , เกษตรอำเภอ , กรมชลประทาน เนื่องจากการปฏิบัติงานต้องร่วมกัน ซึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมีความจำเป็นต้องดำเนินการ ตามมาตรการที่หารือกันไว้ ที่ต้องดูดำเนินการจัดสรรน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภคเป็นหลัก ซึ่งวันพุธที่ 22ก.ค.นี้ ในช่วงเย็นคงจะปล่อยน้ำไปดูแลพื้นที่การเกษตรได้ 

รมช. กลาโหม กล่าวว่า ตนเรียนว่าหนักใจบางอย่าง เกี่ยวกับเรื่องความเข้าใจของประชาชนและสื่อ ที่เข้าใจคนละส่วน การที่มีสื่อหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งพาดหัวว่า ทหารเอาปืนจ่อหัวผู้ที่จะสูบน้ำขอยืนยันว่าไม่มี แต่เป็นการดำเนินการเสริมสร้างความเข้าใจ และเราก็เห็นใจประชาชน เพราะทหารที่ไปปฏิบัติหน้าที่ก็เป็นทหารชั้นผู้น้อย ที่เป็นลูกหลานในพื้นที่ทั้งนั้น อย่างไรก็ตามในส่วนของกองทัพบกจะมีการนำดื่มลำเลียงจากกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ ในการนำน้ำที่ได้รับบริจาคจากภาคส่วนต่างๆ เข้าไปช่วยเหลือประชาชนตามจุดต่างๆ ผ่านหน่วยทหารในพื้นที่ อาทิ กองทัพภาคหรือมณฑลทหารบกในจังหวัดที่ขาดแคลนน้ำ

 

 

ส่วนพล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้ต้องสร้างความเข้าใจกับประชาชนในภาคการเกษตร ว่ารัฐบาลไม่ได้ทอดทิ้ง แต่จำเป็นต้องกำหนดพื้นที่เร่งด่วน ต้องดูแลเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย ขณะเดียวกันต้องลดการระบายน้ำลง ตามที่มีมติครม.ไปแล้ว เพื่อให้ระบบประปาดำเนินไปได้และไม่มีผลกระทบจากน้ำเค็ม 

รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ส่วนที่ครม.อนุมัติในหลักการ ให้กระทรวงมหาดไทยนำเงินทดลองจ่าย ที่โดยปกติเป็นการให้นำเงินดังกล่าวไปช่วยป้องกันภัยพิบัติ แต่ขณะนี้ปัญหาได้เกิดขึ้นและมีความเสียหาย ถ้านำเงินดังกล่าวมาใช้ทันที ผู้ว่าฯจะถูกตั้งข้อหาว่าใช้เงินผิดระเบียบ จึงมีการเสนอเข้ามาเพื่อให้ครม.อนุมัติหลักการ ที่ให้นำเงินทดลองจ่ายจำนวน 10 ล้านบาท ของแต่ละจังหวัดนำมาใช้ได้ 

พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า วันนี้ครม.ได้เห็นชอบในหลักการ และให้กระทรวงมหาดไทยนำรายละเอียดพื้นที่ที่มีความเสียหาย รวบรวมและประสานกับกรมบัญชีกลาง ในการแก้ไขกฎระเบียบภายในเวลา 1-2 วันนี้ เพื่อที่จะนำเงินมาเป็นค่าใช้จ่าย ในการจ้างงานในพื้นที่ที่ประสบภัยแล้ง และนอกจากนี้ยังมีเงินประมาณของกระทรวงเกษตรฯด้วย ที่จะมีการบูรณาการ เพราะนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า ไม่ให้การใช้งบทับซ้อนกัน ขอให้กระจายไปทุกพื้นที่