วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สปช.สายสื่อติงที่มารายได้ของสภาวิชาชีพสื่อฯหวั่นไม่เป็นอิสระ

สปช.สายสื่อสารมวลชน ติงที่มารายได้ของสภาวิชาชีพสื่อฯ หวั่นไม่เป็นอิสระ ก่อนรับลงมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.คุ้มครองสื่อ

ที่รัฐสภา-มีการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) โดยมีน.ส.ทัศนา บุญทอง รองประธานสปช.คนที่2 ทำหน้าที่ประธาน เพื่อพิจารณา รายงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ วาระปฏิรูปที่32 การกำกับดูแลสื่อ วาระการปฏิรูปที่ 33 สิทธิเสรีภาพบนความรับผิดชอบ วาระปฏิรูปที่ 34การป้องกันแทรกแซงสื่อ และร่างพ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตราฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ.

นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ รองประธานคณะกมธ.ปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ กล่าวว่า กมธ.ได้กำเนินการพิจารณายุทธศาสตร์3ประการ ดังนี้1.ประเด็นปฏิรูปเสรีภาพสื่อบนความรับผิดชอบ โดยมุ่งเน้นให้มีโครงสร้างคุ้มครองเสรีภาพและส่งเสริมจริยธรรมทั้งด้านกฏหมาย การศึกษา มาตรฐานวิชาชีพโดยมีจิตสำนึกและปฏิบัติหน้าที่โดยมีเสรีภาพบนความรับผิดชอบ2.ประเด็นปฏิรูปเพื่อป้องกันการแทรกแซงและครอบงำ สื่อ โดยสร้างกลไกด้านกฏหมายที่เป็นหลักป้องกันการแทรกแซงสื่อจากอำนาจรัฐและทุน และส่งเสริมกลไกการเฝ้าระวังจากภาคประชาชนรวมถึงการคุ้มครองสวัสดิี ภาพของปฏิบัติงานสื่ออย่างเหมาะสม และ3.ประเด็นปฏิรูปเพื่อการกำกับดูแลสื่อที่มีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นการสร้างกลไกการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพทั้งภาควิชาชีพ และภาครัฐและภาคประชาชน โดยการจัดตั้งสภาวิชาชีพสื่อมวลชนและกำหนดให้องค์กรวิชาชีพต้องเป็นสมาชิก จัดตั้งกลไกภาคประชาชนในการกำกับดูแลและส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อ  

ทั้งนี้ ตามรายงานของคณะกมธ.ได้มีการเสนอร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดตามร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เนื่องจากในปัจจุบันวิชาชีพสื่อสารมวลชนมีบทบาทสำคัญในการสร้างสรรค์สังคมและสามารถส่งผลกระทบต่อสังคม ดังนั้นเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานสื่อให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการกำกับดูแลสื่อสารมวลชน ซึ่งอยู่ในมาตรา5ของร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ได้กำหนดให้มีการตั้งสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติขึ้น และกำหนดให้เป็นหน่วยงานนิติบุคคล และไม่เป็นหน่วยงานของรัฐ โดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของประธานกรรมการ ซึ่งกำหนดให้สภาฯมีรายได้และทรัพย์สิน จากเงินที่รัฐจ่ายให้เป็นทุนประเดิม และรายได้ร้อยละ5หรือไม่ต่ำว่า 50 ล้านบาทของกสทช.ที่ต้องส่งคืนให้รัฐ และรายได้ที่ได้มาจากการดำเนินงานตามอำนาจหน้าที่ของสภาฯ รวมไปถึงเงินบริจาคด้วย

จากนั้นได้เปิดให้สมาชิกอภิปราย โดยสมาชิกที่เป็นสายสื่อสารมวลชนตั้งข้อสังเกตุเกี่ยวกับร่างพ .ร.บ.ดังกล่าว โดยเฉพาะมาตรา 5 และมาตรา 9 ที่เกี่ยวข้องกับองค์ประกอบของคณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชน และรายได้ที่เข้ามาสนับสนุนสภาวิชาชีพ โดยนางถวิลวดีบุรีกุล สปช. อภิปรายว่าสื่อต้องมีความเป็นอิสระ ไม่ถูกครอบงำจากเจ้าของสื่อหรือนายทุน ซึ่งตนเห็นว่าในมาตรา 9 ที่ระบุว่ารายได้ที่เข้ามาอุดหนุนมาจาก กสทช.5 เปอร์เซนต์ ซึ่งดูจากรายได้เพียงแค่ 1 เดือนของ กสทช.ก็ถือว่ามีจำนวนมากที่สภาวิชาชีพจะได้รับ เป็นสิ่งที่ตนกังวลว่าจะทำให้วิชาชีพสื่ออยู่ภายใต้การกำกับของรัฐเพราะจะต้องถูกตรวจสอบ

นายบุญเลิศ คชายุทธเดช สปช. อภิปรายว่าอยากให้แก้ไขในเรื่องสวัสดิการของสื่อมวลชนที่จะต้องดูแล แต่ในร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้เขียนคำว่า สวัสดิการ แต่ในร่างรัฐธรรมนูญเขียนคำว่าสวัสดิภาพ ซึ่งอาจจะถูกตีความว่าเหมือนกันหรือไม่ จึงอยากให้ชัดเจนในเรื่องนี้ นอกจากนี้กรรมการสภาวิชาชีพควรจะต้องมีตัวแทนจากสื่อมวลชน ที่เป็นสื่อภูมิภาคหรือสื่อท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมเป็นกรรมการเพื่อดูแลสื่อท้องถิ่น ไม่ใช่มีเฉพาะแค่ส่วนกลาง

นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา สปช.อภิปรายไม่เห็นด้วยกับร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว ว่าในฐานะที่ตนทำงานด้านสื่อมานาน ทำคดีทุจริตมากมายแต่ก็ไม่เคยถูกฟ้องร้อง ล่าสุดคดีทุจริตรถดับเพลิง หากมีการตั้งสภาวิชาชีพก็เกรงว่าอาจจะมีมาเฟียตัวใหม่เข้ามาแทรกแซงได้ ซึ่งขณะนี้สื่อมีการควบคุมกันเองอยู่แล้ว

ส่วนนางภัทรยา สุมะโน สปช. อภิปรายว่า สภาวิชาชีพถูกยกสถานะเป็นนิติบุคคล ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับของรัฐอยู่ภายใต้การกำกับของประธานกรรมการ ส่วนรายได้นั้นมาจาก 3 ทางคือ 1.เงินที่รัฐบาลจัดสรร แม้จะเป็นองค์กรอิสระแต่กลับขอเงินจากรัฐเป็นทุนประเดิม ดังนั้นจึงต้องอยู่ภายใต้การตรวจสอบจากหน่วยงานของรัฐ เช่น สตง. 2.เงินที่กระทรวงการคลังจัดสรรจากรายได้ภาษีบาปของกสทช.ร้อยละ50หรือไม่น้อยกว่า 50 ล้านบาท 3. เงินบริจาคจากภาคอื่นๆด้วยเช่น บริษัทเอกชน ซึ่งตนเป็นห่วงว่าหากมีบริษัทเอกชนที่มีวัตถุุประสงค์ขัดกับจริยธรรมมาบริจาคจะทำอย่างไรก็ซึ่งตรงนี้อาจจะไม่สามารถควบคุมผู้มาบริจาคที่มีวัตถุประสงค์อื่นใดได้ ดังนั้นจึงต้องพิจารณาให้ดี

นางเตือนใจ สินธุวนิก สปช. อภิปรายว่า ที่ผ่านมา สื่อมีเลือกสี เลือกข้าง มีอิทธิพลต่อทัศนคติของประชาชน และมีทั้งสื่อแท้และสื่อเทียม บางคนอาศัยวงการสื่อทำมาหากิน จึงอยากให้องค์กรสื่อกล้าหาญเพียงพอที่จะตรวจสอบกันเอง ออกมาตรการเด็ดขาดในการกำจัดสื่อที่เป็นกาฝาก ทั้งสื่อที่รีดไถรับเงิน หรือแฝงตัวเข้ามาเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ จึงถือเป็นเวลาที่สำคัญที่ต้องตัดเนื้อร้าย คัดปลาเน่าออกจากข้องสื่ออย่างเด็ดขาดจึงเสนอให้มีการออกใบประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนเพื่อคัดกรองว่าใครเป็นสื่อเทียม สื่อแท้ หากใครประพฤติตัวที่ไม่ดี หรือเป็นภัยต่อความมั่นคง ก็ให้มีการลงโทษตั้งแต่ตักเตือน จนถึงการยึดใบอนุญาติประกอบวิชาชีพสื่อเพื่อให้สื่อมวลชนมีศักดิ์ศรีมีเกียรติ

หลังสมาชิกอภิปรายเสร็จสิ้น นายวสันต์ ชี้แจงว่า รายได้ของสภาวิชาชีพสื่อมวลชน ที่ได้รับการจัดสรรจาก กสทช. เป็นรายได้ส่วนเกินที่ได้มาจากภาษีบาปของสภานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส จำนวน 2,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งส่วนเกิน 5 เปอร์เซนต์จะส่งกลับมาเป็นรายได้ให้สภาวิชาชีพฯ โดยเงินที่ได้มาจะนำมาสนับสนุน พัฒนาวิชาชีพสื่อ อย่างไรก็ตามกรรมาธิการฯจะรับข้อเสนอไปปรับปรุงแก้ไขร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว

จากนั้นที่ประชุมมีมติรับทราบรายงานของคณะกรรมาธิการฯทั้ง 3 วาระปฏิรูป ด้วยคะแนน107 ต่อ10 งดออกเสียง 17 และเห็นชอบกับร่างพ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพฯด้วยคะแนน 167 ต่อ 20 งดออกเสียง 27 ทั้งนี้นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสปช. ทำหน้าที่ประธานที่ประชุม แจ้งว่ากมธ.จะนำข้อเสนอแนะและความเห็นของสมาชิกไปปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวภายใน 7 วัน ก่อนที่จะส่งให้ครม.ต่อไป ส่วนสมาชิกที่ต้องการยื่นญัตติแก้ไขเพิ่มเติมให้ยื่นต่อประธานกมธ.ภายใน 3 วัน จากนั้นได้สั่งปิดประชุมในเวลา 16.40 น.