(รายงาน) กองทัพกับ "นักเลือกตั้ง" กระพือสูตร "ปรองดองทางลัด"
สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าวปรับคณะรัฐมนตรีค่อนข้างแรง เนื่องจากมีแรงกดดันมาจากรอบทิศทาง โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจทรุดยาว และวิกฤตแล้งที่กระทบทั้งภาคเมือง-ภาคชนบท
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้ารักษาความสงบแห่งชาติ ถึงกับโอดครวญว่า “ผมไม่ใช่อัศวินม้าขาว แต่เป็นม้าขาเป๋ เพราะมีปัญหาประดังประเดเข้ามา วิ่งขาจะเปื่อยอยู่แล้ว แต่ทุกคนต้องช่วยผมสร้างความเข้าใจ อย่าคิดว่าใช้มาตรา 44 ได้หมดทุกเรื่อง”
คำว่า “ม้าขาเป๋” จึงถูกนำไปวิเคราะห์กันในสื่อทุกแขนง บวกกับคำให้สัมภาษณ์ของ ปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับการปรับ ครม.ว่า ถ้าจะเป็นไปได้ น่าจะเป็นลักษณะ “รัฐมนตรีขอลาออกเอง” มากกว่า เพราะเบื่อแล้วหรือมีปัญหาสุขภาพ มันเลยกลายเป็นที่มาของกระแส ปรับ ครม.
ว่ากันว่า อาจมีปรับใหญ่โละกันเกือบทั้งยวง เป้าหมายก็คือทีมเศรษฐกิจ อย่าง สมหมาย ภาษี รัฐมนตรีคลัง, จักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รัฐมนตรีอุตสาหกรรม ,ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รัฐมนตรีเกษตรฯ ,พรชัย รุจิประภา รัฐมนตรีไอซีที และ ณรงค์ชัย อัครเศรณี รัฐมนตรีพลังงาน
ส่วน ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ยังเป็นรองนายกรัฐมนตรี แต่อาจลดบทบาทลง เพื่อเปิดทางให้ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เข้ามาคุมทีมเศรษฐกิจแทน
จะว่าไปแล้ว กรณีของ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตั้่งแต่แรก และเป็น 1 ใน 15 คสช. ก็มีข่าวมาโดยตลอดว่า จะเข้ามาแทน “หม่อมอุ๋ย” แต่สุดท้ายได้รับการปฏิเสธ ทั้งจากระดับบิ๊กของ คสช. และตัวสมคิดเอง
ประเด็นที่ร้อนแรงในเวลานี้ ไม่ใช่เรื่อง “สมคิด” จะเข้าหรือไม่เข้ามาร่วม ครม.ใหม่ หากแต่เป็นกรณีที่ คสช. จะเชิญ “นักเลือกตั้ง” เข้ามาเป็นรัฐมนตรี ที่ผู้คนให้ความสนใจ
จริงๆ แล้ว ในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ล้วนมีสายสัมพันธ์กับ “นักการเมือง” หลายพรรค เนื่องจากพวกเขาเคยรับราชการในช่วงที่พรรคไทยรักไทย พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
สำหรับ พล.อ.ประวิตรนั้น มิได้มีสนิทสนมกับ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล เพียงคนเดียวเท่านั้น หากแต่ยังมากมายด้วย “คอนเนกชั่น” กับนักการเมืองต่างพรรคต่างขั้ว
อย่างนักการเมืองขั้วตรงข้าม คสช. คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ มีความสัมพันธ์กับ พล.อ.ประวิตร ผ่านเพื่อนรัก พล.อ.นพดล อินทปัญญา สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งในอดีต “พล.อ.นพดล” สนิทกับรุ่นพี่ “บิ๊กเหวียง” พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร อดีตรัฐมนตรีกลาโหม
ด้านหนึ่ง พล.อ.เชษฐา เป็นรุ่นพี่นักรบบูรพา ที่ “บิ๊กป้อม” ให้การเคารพ และในวันที่ “บิ๊กป้อม” ก้าวขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารบกนั้น “บิ๊กเหวียง” ก็ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหม
ผู้มีบารมีแห่งพรรคชาติพัฒนา สุวัจน์ ลิปตพัลลภ ที่เดินสายกลางและรู้จักรักษาเนื้อรักษาตัวในสถานการณ์ไม่ปกติ ก็ได้ พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 และเพื่อนรักของ พล.อ.ประยุทธ์ มาเป็นรองหัวหน้าพรรคชาติพัฒนา ถือว่าเป็นนักการเมืองอ่านเกมขาดคนหนึ่ง
เหนืออื่นใด “บิ๊กเยิ้ม” พล.อ.ธวัชชัย ยังเป็นน้องรักของ พล.อ.ประวิตร และตอนที่ได้เป็นแม่ทัพภาคที่ 2 ก็ได้แรงหนุนจากพี่ป้อม และวางทายาทแม่ทัพอีสานไว้ในสายพี่ป้อมมาจนถึงวันนี้
ที่มาแรงกับกระแสจีนคือ พินิจ จารุสมบัติ ในบทบาทประธานสภาวัฒนธรรมไทยจีนและส่งเสริมความสัมพันธ์ ซึ่งผู้อยู่หลังม่านพรรคเพื่อแผ่นดิน ได้มีส่วนสำคัญในการเชื่อมสัมพันธ์ไทย-จีน ในยุครัฐบาล คสช. นอกจากนั้น พรรณี จารุสมบัติ น้องสาวของ “พินิจ” ยังได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ
จึงไม่น่าแปลกใจกับกระแสข่าวลือว่า “พินิจ” จะได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีเกษตรฯ
ไม่ต้องเอ่ยกันให้มากความสำหรับ เนวิน ชิดชอบ ผู้ทรงอิทธิพลเหนือพรรคภูมิใจไทย ที่เคยจับมือ “พล.อ.ประวิตร” ตั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์ และเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเครือข่ายการเมืองของ “กลุ่มบูรพาพยัคฆ์” โดยมีการต่อเชื่อมไปถึง อนุทิน ชาญวีรกูล เจ้าของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างยักษ์ใหญ่-ซิโนไทย และวิชัย ศรีรัตนประภา เจ้าของคิงพาวเวอร์
ทำนองเดียวกันกับพินิจ จู่ๆ คอลัมนิสต์ใหญ่ก็ขานชื่อ สรอรรถ กลิ่นประทุม เป็นตัวแทนกลุ่มภูมิใจไทย นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีในการปรับ ครม.ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้
จะว่าไปแล้ว กลุ่มนักการเมืองที่มีคอนเนกชั่นกับ “กลุ่มบูรพาพยัคฆ์” มิได้หมายถึงการจะส่ง “ตัวแทน” เข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีเท่านั้น หากแต่ “อดีต ส.ส.” ในกลุ่มต่างๆ อาจได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปแห่งชาติ
นับจากนี้ไป ภาพของการปรองดองเพื่อการปฏิรูปประเทศ จะฉายชัดมากขึ้น โดยสะท้อนผ่าน “คณะรัฐมนตรี” ชุดใหม่ และสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปแห่งชาติ ที่จะมีการแต่งตั้งในช่วงต้นเดือนกันยายนนี้
ขณะเดียวกัน ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ให้แง่คิดเกี่ยวกับการปรับ ครม.ว่า “เปรียบเสมือนการแข่งขันฟุตบอล ผู้จัดการทีมต้องติดตามผู้เล่นอย่างใกล้ชิดต่อผลการเล่นในเกม ยอมรับว่าเกมฟุตบอลจะต้องเปลี่ยนตัวผู้เล่นในระหว่างแข่งขันเพื่อแก้เกม แต่หากผู้จัดการเปลี่ยนตัวได้ผู้เล่นดี ผู้ชมในสนามจะร้องเฮ แต่หากเป็นผู้เล่นไม่ถูกใจและแก้ไขเกมไม่ได้ จะถูกโห่ร้องขว้างปาสิ่งของลงสนาม ผู้จัดการทีมจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ”
ฉะนั้น ในจังหวะที่รัฐบาลประยุทธ์ ต้องกลายเป็น “ม้าขาเป๋” จึงต้องขึ้นอยู่กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะเลือกปรับแผนการเล่นอย่างไร?
พล.อ.ประยุทธ์ จะเลือกเปลี่ยนตัว “นักเตะชรา” แล้วส่งตัวผู้เล่นที่เคย “ข้าราชการอาวุโส” และ “เทกโนแคร็ต” ลงสนาม หรือจะส่ง “นักเลือกตั้ง” จอมเก๋าลงไปเปลี่ยนเกม ตรงจุดนี้มีความสำคัญ อาจถึงแพ้-ชนะได้ทันที
..............
“กปปส.” กลับมาแล้ว
ชัดเจนแล้วว่า พระสุเทพ ปภากโร จะลาสิกขาภายในปลายเดือนกรกฎาคมนี้ และไม่กลับไปเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์อีก โดยตั้งใจจะไปทำงานในภาคประชาชน เพราะได้จดทะเบียนในนาม “มูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย” ไว้เรียบร้อยแล้ว
กล่าวสำหรับ พระสุเทพ ปภากโร มีความผูกพันกับ พล.อ.ประวิตร ,พล.อ.อนุพงษ์ และ พล.อ.ประยุทธ์ มาตั้งแต่สมัยร่วมกันจัดตั้ง “รัฐบาลอภิสิทธิ์” และยืนเคียงบ่าเคียงไหล่ในการเผชิญหน้ากับ “ม็อบเสื้อแดง” ในปี 2552-2553
เมื่อวันที่ 13 ก.ค. ที่ผ่านมา ทางคณะกรรมการมูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ ได้ประชุมร่วมกับมูลนิธิทีปภาวัน ณ ทีปภาวันธรรมสถาน อ.เกาะสมุย มีข้อสรุปดังนี้
หนึ่ง- โครงการบรรพชาอุปสมบทเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและรณรงค์ปลูกฝังค่านิยมการบวชให้กลับมาสู่วิถีของพุทธศาสนิกชน ซึ่งตลอด 1 ปีที่ผ่านมาถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก หลังจากนี้มูลนิธิมวลมหาประชาชนฯจะจัดตั้งกองทุนเพื่อเป็นทุนในการอุปสมบทรุ่นต่อๆไป
สอง- กรรมการมูลนิธิฯ มีมติเห็นชอบดำเนินโครงการจัดตั้ง “วิทยาลัยอาชีวศึกษาต้นแบบ” ร่วมกับมูลนิธิทีปภาวัน ให้เป็นวิทยาลัยตัวอย่างที่จะสอนความรู้วิชาชีพควบคู่ธรรมะตามปณิธานการปฏิรูปการศึกษาของท่านอาจารย์พุทธทาส เป็นแห่งแรกในประเทศไทยบนเกาะสมุยและจะขยายออกไปอีกเมื่อมีโอกาสในอนาคต
สาม- มูลนิธิฯ จะคิดริเริ่มโครงการต่างๆ เพื่อเป็นต้นแบบตัวอย่างการปฏิรูปตามเจตนารมณ์ของมวลมหาประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมและให้เห็นว่าการปฏิรูปไม่ใช่เป็นเพียงสิ่งที่พูดกันลอยๆ แต่เป็นสิ่งที่สามารถ “ทำ” ได้จริงและต้องทำอย่างจริงจังมุ่งมั่น
ประเมินกันว่า “พระสุเทพ” ที่เป็น “ฆราวาส” กับบทบาทประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ จะได้รับความสนใจจากสื่อมากขึ้น และในฐานะผู้ถือดุลกำลังมวลชน จึงน่าจับตามองว่า พระสุเทพ จะหนุนหรือค้าน “สูตรปรองดองทางลัด” ของ คสช.
ดังนั้น การลาสิกขาของพระสุเทพ จึงมีนัยยะทางการเมือง โดยเฉพาะเกมปรับ ครม. และการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการในเดือนกันยายนนี้





