สนช.ลงพื้นที่ราชบุรี รับฟังปัญหาประชาชน ป้องชาวบ้านนำเอกสารสิทธิ์ที่ดินขายต่อ ด้าน"พีระศักดิ์"ยัน"พล.อ.ประยุทธ์"ไม่ต้องการสืบทอดอำนาจ
ศาลากลางจังหวัดราชบุรี คณะสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ นำโดยนายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช.คนที่ 2 พร้อมด้วยสมาชิกสนช.กว่า 10 คน อาทิ นพ.เจตน์ ศิริธรานนท์ ประธานคณะกรรมการการสาธารณสุข พล.อ.องอาจ พงษ์ศักดิ์ คณะกรรมการกฏหมายกระบวนการยุติธรรมและกิจการตำรวจ พล.อ.อ.ธงชัย แฉล้มเขต เลขาธิการการคมนาคม เป็นต้น
ทั้งนี้การลงพื้นที่ครั้งนี้เพื่อพบปะประชาชน แลกเปลี่ยนความคิดเห็น พร้อมทั้งรับฟังปัญหาอุปสรรคในด้านต่างๆจากส่วนราชการ และประชาชน ตามโครงการ สนช.พบประชาชน โดยมีนายสุรพล แสวงศักดิ์ ผวจ.ราชบุรี ให้การต้อนรับ โดยส่วนใหญ่ปัญหาที่ประชาชนอยากให้รัฐบาลเข้าไปแก้ไข คือ ปัญหาที่ดินทำกินที่อ.ปากท่อ รวมถึงการบุกรุกที่ราชพัสดุตามพระราชกฤษฏีกาหวงห้ามที่ดินของรัฐ พ.ศ.2481 ในอ.สวนผึ้ง และอ.จอมบึง และปัญหาผู้หนีภัยจากการสู้รบที่อยู่ศูนย์พักพิงบ้านหิน ที่มีความแออัด เนื่องจากมีผู้พักพิงจำนวนมาก รวมถึงปัญหาการจัดการน้ำ อ.สวนผึ้ง ปัญหามลภาวะจากการเลี้ยงสุกร ปัญหาด้านคมนาคม ปัญหาการจัดการน้ำที่ อ.สวนผึ้ง
ผู้สื่อข่าวรายงาน ในการลงพื้นที่สมาชิก สปช . ได้ตั้งข้อสังเกตุถึงการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินแม้รัฐบาลจะมีนโยบายไม่ต้องการให้มีการบุกรุกที่ดินเพิ่ม และต้องการให้ประชาชนมีที่ดินทำกินเป็นของตัวเองด้วยการจัดสรรที่ดินให้ก็ตาม ได้แสดงความเป็นห่วงการแก้ไขปัญหา โดยให้หน่วยงานของรัฐนำมาตรการแก้ไขที่เข้มงวดรัดกุม เพราะบางพื้นที่พบว่า ชาวบ้านที่ได้รับเอกสารกรรมสิทธิ์ในพื้นแล้วก็นำไปขายต่อหรือไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น
โดยนายพีระศักดิ์ กล่าวว่า การลงพื้นที่รับฟังปัญหาในหลายจังหวัดที่ผ่านมา ทาง สนช. ได้มีการประสานงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งรัดการแก้ไขปัญหา แต่บางเรื่องเป็นเรื่องต้องให้ฝ่ายบริหารเข้าไปแก้ไข ตนจึงได้หนังสือไปยังรัฐบาลเพื่อให้รับไปดำเนินการ ซึ่งหลายปัญหาที่หมักหมมมานานก็ได้รับการแก้ไขอย่างเบ็ดเสร็จ เป็นเพราะรัฐบาลชุดนี้ที่เข้ามาบริหารประเทศ อย่างกรณีการบุกรุกที่ดินที่ประชาชนอยู่หรือครอบครองมานาน แต่รัฐบาลออกกฏหมายหรือประกาศกฏษฏีกา มาทับซ้อนกับที่ดินทำกินของราษฏรที่อยู่มาก่อน ถือเป็นความผิดพลาดของหน่วยราชการ ซึ่งต้องเยียวยาราษฏร และแก้ไขเพื่อให้ได้รับสิทธิ์คืน อีกส่วนที่มาอยู่ภายหลังจากการประกาศเป็นที่ดินของหน่วยราชการ หากสภาพที่ดินเปลี่ยนแปลงไปอาจต้องมีการแก้ไขกฏหมายหรือประกาศดังกล่าว
"ขณะนี้ประชาชนคาดหวังกับ สนช.มาก ยืนยันว่า เรื่องทุกเรื่องที่ได้รับมาส่งถึงมือรัฐบาลแน่นอน ส่วนใดที่มีปัญหาด้านกฏหมายก็เสนอแก้ไขปรับปรุง โดยเฉพาะ สนช. มีหน้าที่หลักคือ ออกกฏหมาย หากเป็นภาวะปกติกฏหมายบางฉบับก็ออกไม่ได้ บางฉบับก็ใช้เวลานานหลายปี หรือบางฉบับก็ตกไปเพราะการยุบสภา ก็ต้องไปเริ่มต้นใหม ผมบขออกว่า รัฐบาลจะอยู่ยาวถึงปี 2560 ที่พูดเช่นนี้เป็นการอธิบายโรดแม็พของรัฐบาล ไม่ใช่ว่า อยากอยู่นาน แต่ให้ประชาชนเข้าใจถึงระยะเวลาการทำงานของรัฐบาล และสนช. เพื่อวางกรอบการทำงานได้ตามโรดแม็พของรัฐบาล เพราะรัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลที่อยู่ในภาวะพิเศษ คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ สวมหมวก 2 ใบ คือ นายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็เข้ามาแก้ปัญหาของประเทศ ไม่ได้ต้องการอยู่ต่อ หรือเพื่อหาเสียง ที่คาดว่า จะอยู่ถึงต้นปี 60 นั้น ก็เพราะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 57 เปิดทางให้มีการทำประชามติตามที่ประชาชนต้องการ ยืนยันว่า ไม่ใช่เป็นการขยายเวลาให้นายกฯอยู่ต่อหรือสืบทอดอำนาจ กว่าจะเลือกตั้งมีรัฐบาลชุดใหม่ คาดการณ์ไว้ก็ปี 60 ดังนั้นช่วงเวลานี้จะทำอะไรก็ต้องรีบ ช่วงเวลาที่เหลือของ สนช.และรัฐบาล ก็อยากให้ทุกฝ่ายร่วมกันแก้ปัญหาและร่วมกันปฏิรูประเทศ” นายพีระศักดิ์ กล่าว





