วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ประวิตร-อนุพงษ์'ร่วมวงถกสัมมนาแผนปภ.58

"ประวิตร-อนุพงษ์"ร่วมวงถก"สัมมนาแผนปภ.58" ยึดกรอบเซนได หวังร่วมนานาชาติ ลดเสี่ยงภัยพิบัติ

โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ถนนวิภาวดีรังสิต พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่งคง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงภายหลังเป็นประธานเปิดงานสัมมนาเชิงวิชาการ “ก้าวใหม่ ก้าวไกล ก้าวที่ปลอดภัย ก้าวไปกับแผนปภ.ชาติ” พร้อมด้วย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายธานี ทองภักดี เอกอัครราชทูต คณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส ร่วมแถลงข่าว 

โดยพล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ตั้งแต่คณะรัฐมนตรี(ครม.)มีมติแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ(แผนปภ.ชาติ) ปี 2558 ในครั้งนี้ ตนได้เน้นย้ำให้บูรณาการในการทำงานไปสู่การปฏิบัติ เป็นแผนเร่งด่วนเฉพาะหน้า และภาวะฉุกเฉินให้มีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะปัญหาภัยแล้งปัจจุบัน นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญ โดยเร่งแก้ไขปัญหาในภาพรวม ทางกระทรวงมหาดไทยก็รับช่วงมาดำเนินการในรายละเอียด คงต้องเหน็ดเหนื่อยอย่างมาก ซึ่งการแก้ปัญหาขณะนี้เป็นในระยะกลาง และระยะยาว ให้มีการประสานงานในระดับผู้บริหารนโยบายของแต่ละหน่วยงานไปจนถึงผู้ปฏิบัติ เพื่อผลักดันเป้าหมาย และยุทธศาสตร์ใหม่ ที่ปรับเปลี่ยนไปจากเดิม ในการจัดการสาธารณภัยอย่างยั่งยืน ในการลดความเสี่ยง เพิ่มความเข้มแข็งของชุมชนต้องเฝ้าระวัง รวมถึงความพร้อมของหน่วยงาน รวมไปถึงการอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติ ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ดังนั้นทุกภาคส่วนต้องคำนึงถึงการลดความเสี่ยงจากสาธารณภัย ตามแผนงานและโครงการเพื่อช่วยฟื้นสังคม และพัฒนาให้เกิดความปลอดภัยมากขึ้น อย่างไรก็ตามแผน ปภ. ชาติฉบับนี้จะต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วนทางภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรต่างๆ ต้องร่วมกันนำพาประเทศไทยไปสู่การจัดการสาธารณภัยอย่างยั่งยืน 

ด้านพล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า แผนปภ.ปี 58 จะครอบคลุมไปถึงปี 2573 โดยสหประชาชาติจะเป็นผู้ดำเนินการ ถือเป็นความร่วมมือของทุกๆประเทศ ภายใต้กรอบการทำงานเซนไดลดความเสี่ยงภัยพิบัติ ที่มีหลักใหญ่คือ ใช้แนวทางลดความเสี่ยงให้ได้มากที่สุด นอกจากนั้นยังมีการจัดรายละเอียดองค์กรตั้งแต่ระดับนโยบาย ไปถึงผู้ปฏิบัติ อาศัย พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยปี 2550 เพื่อให้เกิดความสอดคล้องกันทั้งแผนและกรอบดังกล่าว 

ขณะที่นายธานี กล่าวว่า ในเวทีระหว่างประเทศ การป้องกันลดความเสี่ยงสาธารณภัย ถือได้รับการสนับสนุน และสนใจเป็นอย่างยิ่ง หากจะมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน เราต้องจัดการกับปัญหาภัยพิบัติธรรมชาติ หากย้อนไปเมื่อ 10ปีที่แล้ว ประชาชนสูญเสียจากเหตุภัยพิบัติต่างๆ ถึง 7 แสนกว่าราย บาดเจ็บ 1.4 ล้านคน และอีก 1.7 พันล้านคน ได้รับผลกระทบ สูญเสียรายได้ทางเศรษฐกิจถึง 10 ล้านล้านบาท ซึ่งจากกรณีดังกล่าว ประเทศไทยได้รับบทบาทหลักในเวทีระหว่างประเทศ โดยเราต้องยึดกรอบเซนไดเน้นการลดความเสี่ยงภัยพิบัติ เพราะเราคงป้องกันไม่ให้เกิดไม่ได้ แต่จะทำอย่างไรเพื่อลดผลกผลกระทบที่จะเกิด

นี่คือเป้าหมายที่สำคัญที่สุด โดยที่ทุกภาคส่วนต้องเข้ามาร่วมกัน ดำเนินการในระดับโลก ภูมิภาค และประเทศ จนถึงท้องถิ่น โดยคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน และการพัฒนาที่ได้บรรจุเข้าไปใหม่ในกรอบเซนไดด้วย ถือเป็นภารกิจความรับผิดชอบของทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม และชุมชน ต้องอาศัยความร่วมมือจากเวทีโลก ช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนา แลกเปลี่ยนประสบการณ์ แจ้งเตือนภัยล่วงหน้า ให้ความรู้นักวิชาการ และการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้วย