วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

กมธ.ร่างรธน. ปรับหลักการถอดถอนนักการเมือง

กมธ.ร่างรธน. ปรับหลักการถอดถอนนักการเมือง ห้าม “ส.ส.-ส.ว.” ยื่นถอดถอนบุคคลนอกกรอบอำนาจ

โรงแรมเอเชียพัทยา จ.ชลบุรี น.ส.สุภัทรา นาคะผิว โฆษกกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงถึงผลการประชุมกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งพิจารณาปรับปรุงบทบัญญัติเป็นรายมาตรา ในหมวด2 ว่าด้วยการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ว่า ที่ประชุมได้พิจารณารายละเอียดตามที่มีผู้เสนอคำขอแก้ไขและข้อเสนอแนะจากภาคส่วนต่างๆ ซึ่งใช้เวลาพิจารณานานพอสมควร โดยสาระสำคัญที่มีการปรับปรุง อาทิ มาตรา 248 ว่าด้วยข้อกำหนดไม่ให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่กระทำการที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ส่วนตนนและประโยชน์ส่วนรวม โดยได้ปรับปรุงเนื้อหาโดยเขียนให้เป็นวรรคเดียวย จากเดิมที่เขียนแยกให้มี 4อนุ และได้ปรับบทบัญญัติที่ว่าด้วยการไม่ใช้เวลาราชการ หรือของหน่วยงาน ทรัพย์สินของหน่วยงานออกจากเนื้อหา เพราะอาจมีปัญหาในทางปฏิบัติได้

น.ส.สุภัทรา กล่าวว่า สำหรับองค์กรตามรัฐธรรมนูญซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ เมื่อวันที่ 14 ก.ค. ที่ผ่านมาที่ประชุมได้พิจารณาในส่วนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แล้วเสร็จ โดยมีการปรับแก้ไขในส่วนของคณะกรรมการสรรหา กกต. จากเดิมที่มีจำนวน11 คน ให้เป็น 7 คน ประกอบด้วย ประธานศาลรัฐธรรมนูญ หรือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เลือกจากที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จำนวน 1 คน, ประธานศาลปกครองสุงสุด หรือตุลาการศาลปกครอง เลือกจากที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครอง จำนวน 1คน, ประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส.ในพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งได้รับเลือกจากพรรคร่วมรัฐบาล จำนวน 1 คน, ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร หรือส.ส. ซึ่งได้รับเลือกจากพรรคการเมืองที่ไม่ได้ร่วมรัฐบาล จำนวน 1 คน, ประธานองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่มีหน้าที่ตรวจสอบการใชช้อำนาจรัฐ ซึ่งเลือกกันเองให้เลือกจำนวน 1 คน, อธิการบดีที่ได้รับเลือกจากที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย จำนวน1คน, คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน3สถาบัน ซึ่งจับฉลากให้เหลือ1คน, ตัวแทนจากประชาชนเลือกโดยประธานที่ประชุมสภาองค์กรชุมชนประจำจังหวัดทุกจังหวัด ผ่านวิธีจับฉลาก จำนวน 1 คน

น.ส.สุภัทรา กล่าวต่อว่า ในส่วนของอำนาจหน้าที่ของ กกต. ที่กำหนดไว้ตามาตรา 267นั้น ที่ประชุมได้พิจารณาให้นำรายละเอียดทั้งหมดไปเเขียนไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กกต., พรรคการเมือง, การรเลือกตั้งส.ส.และการได้มาซึ่งส.ว. ขณะที่ข้อเสนอของครม. ให้เพิ่มมาตรา266/1 ว่าด้วยหลักวิธีการปฏิบัติและการทำหน้าที่ของ กกต. ในการวินิจฉัยเรื่องการเลือกตั้งใหม่ และขข้อห้ามไม่ให้ ส.ส., ส.ว. ที่ถูกคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งห้ามปฏิบัติหน้าที่และให้ถือว่าการปฏิบัติหน้าที่นั้นสิ้นสุดลง ที่ประชุมได้พิจารณารับไว้ในบางประเด็นและนำไปเขียนรายละเอียดไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องเช่นกัน

ด้านนายปกรณ์ ปรียากร โฆษก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงในประเด็นข้อเสนอของ กกต. เกี่ยวกับการให้สิทธิและอำนาจ กกต. ในการให้ใบเหลือง ใบส้ม และใบแดงนั้น เบื้องต้นมีรายละเอียดที่ต้องพิจารณาอีกครั้ง ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปใดๆ ต่อประเด็นดังกล่าว 

นอกจากนี้นายปกรณ์ ยังกล่าวถึงรายละเอียดของการปรับแก้ไขรายละเอียดในส่วนที่ว่าด้วยการถอนถอนจากตำแหน่ง ว่าที่ประชุมได้ปรับหลักการ โดยให้ผู้ดำรงตำหน่งนายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรี, ส.ส., และ ส.ว.​ มีสิทธิถูกยื่นถอดถอนได้โดย ส.ส.​ที่เข้าชื่อเสนอคำร้อง ไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของจำนวนสมาชิกททั้งหมดและพลเมืองผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า 20,000 ชื่อเท่านั้น ขณะที่ผู้ที่ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือหมายถึงบุคคลในตำแหน่งที่ได้รับการแต่งตั้งโดยส.ว. ได้แก่ ประธานศาลฎีกา,​ประธานศาลรัฐธรรมนูญ, ประธานศาลปกครองสูงสุด, อัยการสูงสุด, ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ, กกต., ผู้ตรวจการแผ่นดิน, คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.), กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน, ผู้พิพากษา,​ตุลาการ, ข้าราชการอัยการ หรือผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง มีสิทธิถูกยื่นถอดถอนได้โดย ส.ว.​ที่เข้าชื่อยื่นคำร้องไม่น้อยกว่า 1 ใน4 ของจำนวนส.ว.ที่มีอยู่และประชาชนที่เข้าชื่อกัน20,000 ชื่อเท่านั้น โดยสิทธิยื่นถอดถอนโดย ส.ส. หรือ ส.ว. ไม่สามารถยื่นคำร้องข้ามกลุ่มที่ไม่ได้อยู่ในอำนาจของตนเองได้ 

นายปกรณ์ กล่าวอีกว่า สำหรับการยื่นถอดถอนโดย ส.ส.​, สว., หรือประชาชนนั้น สามารถยื่นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือ ประธานวุฒิสภา จากนั้นให้ประธานแห่งสภานั้น ยื่นไปยังประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)โดยมูลเหตุของการยื่นถอดถอนนั้นจะเป็นไปตามที่ร่างรัฐธรรมนูญกำหนด ได้แก่ มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ, ส่อไปทางทุจริตต่อหน้าที่, ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ, ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม, ส่อว่าจงใจใใช่อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัตติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย และมีพฤติการณ์ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง แต่จะมีรายละเอียดที่ปรับเพิ่มเติมคือ เมื่อมีผู้ยื่นคำร้องและส่งไปยัง ประธาน ป.ป.ช. แล้ว ให้ประธาน ป.ป.ช. แต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากการเลือกโดยองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่มีหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ จำนวน1 คณะ เพื่อดำเนินการไต่สวนผู้ถูกร้องว่า ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมเป็นรายกรณี

 ส่วนหนึ่งเป็นเพราะต้องการให้การตรวจสอบจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นนั้นมีประสิทธิภาพกว่าที่ผ่านมา ขณะที่การลงคะแนนถอดถอนผู้ที่ถูกยื่นถอดถอนนั้น ในกรณีที่เป็นการลงมติโดยที่ประชุมรัฐสภา ต้องใช้เสียง เกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกของที่ประชุมทั้งหมดและหากเป็นการลงคะแนนโดยวุฒิสภา ต้องใช้เสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 5 จากเนื้อหาเดิมที่กำหนดให้ใช้เสียงถอดถอนโดยรัฐสภา ในเกณฑ์ไม่น้อยกว่า 3 ใน 5