วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'บวรศักดิ์'แจงปรับร่างรธน. 2ปมข้องใจศาล

“บวรศักดิ์” แจงปรับร่างรธน. 2ปมข้องใจศาลแล้ว หั่นรายละเอียดเขียนแค่ “ตามกฎหมายบัญญัติ”

นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ใช้เวลาก่อนเริ่มเข้าสู่การพิจารณาปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ที่โรงงแรมเอเชีย พัทยา จ.ชลบุรี จำนวน 15 นาที เพื่อแถลงชี้แจงต่อการเขียนร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ราชการตุลาการศาลยุติธรรม หลังจากที่คณะผู้พิพากษาเตรียมการเคลื่อนไหวยื่นข้อเสนอต่อกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ประเด็นมาตรา219 วรรคท้าย ว่าด้วย การให้สิทธิอุทธรณ์การลงโทษทางวินัยของผู้พิพากษาและตุลาการไปยังศาลชั้นสูงสุดที่ผู้พิพากษาหรือตุลาาการนั้นสังกัดอยู่ ว่า กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญได้หารือร่วมกันต่อการเขียนบทบัญญัติดังกล่าวว่าควรให้สิทธิผู้พิพากษาศาลยุติธรรมที่ถูกคำสั่งลงโทษทางวินัยตามมติของกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ไม่ว่าจะเป็นคำสั่งลงโทษไม่ร้ายแรง หรือ ร้ายแรง เช่น ไล่ออก ปลดออก เพื่อให้สิทธิของผู้พิพากษานั้นเท่ากับสิทธิของข้าราชการทั้งหมดทั่วโลก และเท่ากับสิทธิตามธรรมชาติของมนุษย์ทุกคนด้วยในการอุทธรณ์ ดังนั้นกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ จึงมีความเห็นและตกลงกันปรับบทบัญญัติในมาตรา 219 ให้เป็น “การแต่งตั้ง โยกย้าย การเลื่อนเงินเดือน วินัย ลงโทษวินัย การอุทธรณ์ หรือการทบทวน หรือการร้องทุกข์ผู้พิพากษาตุลาการ ต้องมีหลักประกันความเป็นอิสระ ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ” โดยรายละเอียดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องนั้นต้องให้ประธานศาลฎีกา ในฐานะผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 และหน่วยงานที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องต้องเป็นผู้ดำเนินการยกร่างระเบียบหรือกฎหมายใหม่ขึ้นมาแล้วนำเสนอเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรให้พิจารณาตามกระบวนการ ทั้งนี้ไม่สามารถนำรายละเอียดของพ.ร.บ.ว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาใช้ได้ เนื่องจากในพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว มาตรา9วรรคสอง ระบุชัดเจนว่าไม่ให้นำกฎหมายจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองใช้บังคับกับการอุทธรณ์หรือคำวินิจฉัย หรือคำสั่งของ ก.ต. ได้

“การนำความไปพูดกันโดยไม่มีข้อเท็จจริง จึงไม่ถูกต้อง การที่กมธ.ยยกร่างรัฐธรรมนูญเขียนให้มีการอุทธรณ์ ทบทวน และร้องทุกข์ให้เป็นไปตามกฎหมายบัญญัติ คือกฎหมายระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ที่ผู้เสนอได้ คือ ประธานศาลฎีกา และตามร่างรัฐธรรมนนูญมาตรา 147 ว่าด้วยการเสนอร่าง พ.ร.บ.​ใน (4) ให้ศาลหรือองค์กรตามรรัฐธรรมนูญซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ เฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวกับการจัดองค์กรและกฎหมายที่ประธานศาลหรือประธานองค์กรนั้นเป็นผู้รักษาการ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ศาลยุติธรรมนำไปคิดเองว่าจะมีกลไกอุทธรณ์ ทบทวน หรือร้องทุกข์อย่างไรบ้าง เช่น ให้ผู้พิพากษาทั้งประเทศเลือกอดีตประธานศาลฏีกาเป็นกรรมการเพื่อพิจารณาอุทธรณ์ก็ได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญจะเข้าไปก้าวล่วงหรือเข้าไปทำในสิ่งที่คิดโดยพละการ เพราะก่อนพิจารณาได้ปรึกษากับผู้ใหญ่ในศาลยุติธรรมและสำนักงานศาลยุติธรรมแล้ว ดังนั้นขอกราบเรียนว่าผู้พิพากษาอย่าเคลื่อนไหว เพราะจะกระทบราชการศาลยุติธรรมที่ให้ความเป็นธรรมกับประชาชน” นายบวรศักดิ์ กล่าว

ประธานกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงด้วยว่าตนเข้าใจถึงการเคลื่อนไหวของผู้พิพากษา ว่าเป็นเรื่องธรรมดา ที่บุคคลซึ่งต้องการให้คงสถานะเดิมมีสิทธิที่แสดงความเห็นได้ โดยตนไม่ถือว่าเป็นเรื่องกดดันหรือความผิดปกติ แต่สิ่งที่เป็นข้อมูลซึ่งแถลงต่อสื่อมวลชนนั้นผิด เพราะรายงานการประชุม รวมถึงการหารือไม่เคยระบุถึงการอุทธรณ์ ร้องทุกข์​ต้องไปยังศาลปกครอง ดังนั้นคนที่ให้ข่าวดังกล่าวจึงเป็นการให้ข่าวที่ผิด ปราศจากมูลความจริง

ด้านนางกาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ เลขานุการ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ชี้แจงเสริมด้วยว่ากรณีที่เขียนให้มีการอุทธรณ์​ การทบทวนการลงโทษทางวินัย ตนมีความกังวลต่อประเด็นที่จะเกิดขึ้น จึงนำเเรื่องไปหารือกับผู้บริหารสูงสุดของศาลยุติธรรมและสำนักงานศาลยุติธรรม โดยผู้ใหญ่เห็นแล้วไม่ขัดข้องให้เพิ่มคำว่า “หรือการทบทวน” ส่วนรายละเอียดนั้นให้เป็นไปตามกฎหมายที่ท่านรักษาการจะไปเขียนในรายละเอียด

ส่วนกรณีที่นายธานินทร์ กรัยวิเชียร องคมนตรี ส่งหนังสือให้ความเห็นและขอให้ทบทวนร่างรัฐธรรมนูญกรณีมาตรา 225 ว่าด้วยคณะกรรมการซึ่งเป็นองค์กรบริหารงานบุคคลของผู้พิพากษาหรือตุลาการของศาล ที่กำหนดให้มีผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งเป็นบุคคลภายนอกองค์กรตุลาการ, ผู้พิพากษา หรือดำรงตำแหน่งทางการเมืองเข้าเป็นกรรมการ​​ไม่น้อยกว่า 1 ใน3 นั้น นายบวรศักดิ์​ชี้แจงว่า ประเด็นดังกล่าวเคยเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540และ รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 โดยระบุให้ส.ว.เลือกเข้าไปทำหน้าที่จำนวน 2 คน แต่เมื่อองคมนตรีทักท้วง กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญจึงปรับ แก้ไข โดยนำไปเขียนไว้ในมาตรา 219วรรคสี่ ว่า “ให้มีคณะกรรมการซึ่งเป็นองค์กรบริหารงานบุคคลของผู้พิพากษาศาลยุติธรรมหรือของตุลาการศาลปกครอง เพื่อเป็หลักประกันความเป็นอิสระของผู้พิพากษาหรือตุลาการ โดยมีองค์ประกอบ อำนาจหน้าที่ วิธีดำเนินการ ตามที่กฎหมายบัญญัติ” ดังนั้นในส่วนขององค์ประกอบว่าด้วย ก.ต. หรือ คณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง (ก.ศป.) จะไม่ถูกนำมาเขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญต่อไป และโยนให้ไปให้ศาลเป็นผู้เขียนรายละเอียดในกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมและกฎหมายจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง และถือเป็นอำนาจของประธานศาลฎีกา ฐานะผู้รักษาการตามพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ที่จะเป็นผู้กำหนด หากไม่เห็นด้วยกับกรณีที่ให้มีบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นกรรมการ ก็เขียนกฎหมายแก้ไขได้ แต่หากเห็นว่าไม่มีปัญหาใด จะไม่แก้ไขก็ได้

“ผมเอาจดหมายขององคมนตรี ที่ส่งมาถึงผมจำนวน 2 ฉบับ และมีเอกสารที่เป็นรายละเอียดอีก1 เล่มใหญ่ที่ได้ตั้งแต่การเริ่มยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ๆ ผมอ่านหมด เพราะท่านเป็นอาจารย์ที่ผมเคารพนับถือมาก” นายบวรศักดิ์​กล่าว