"สรรเสริญ" สวน "อภิสิทธิ์" นายกฯไม่จำเป็นต้องออกทีวีตามข้อเสนอ แย้มอาจเชิญนักศึกษาร่วมรายการ
พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีที่ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป(ศปป.) เชิญนักการเมืองร่วมออกรายการโทรทัศน์เพื่อสร้างบรรยากาศความปรองดองว่า ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ร่วมรายการด้วยนั้น ต้องอธิบายว่าเรื่องดังกล่าวเป็นแนวคิดของ ศปป.ที่ต้องการเชิญทุกส่วนทุกฝ่าย เข้ามาแสดงความเห็นเกี่ยวข้องกับกระบวนการ ปฏิรูปประเทศโดยนายกรัฐมนตรีเห็นว่าทุกความเห็นล้วนเป็นประโยชน์ จึงได้มีการเรียนเชิญทุกฝ่ายที่สามารถติดต่อได้ ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมือง หรือการนำมวลชนทั้งนี้เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลทัศนคติระหว่างกัน ดังนั้นนายกรัฐมนตรีคงไม่ต้องร่วมรายการอย่างที่มีข้อเสนอ
“ถ้าทุกกิจกรรมนายกฯต้องไปหมด คิดว่านายกฯคงไม่ต้องทำอะไรแล้ว ส่วนแนวคิดนี้จะสร้างบรรยากาศให้ดีขึ้นหรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับผู้ที่เกี่ยวข้อง ผู้ที่ร่วมรายการว่าจะหยิบยกประเด็นแนวความคิดต่อการปฏิรูปบ้านเมืองอย่างไร เช่นกรณีของการศึกษา ว่าแต่ละคนมองการศึกษาอย่างไรบ้าง รวมทั้งนโยบายแนวทางของรัฐบาลยังขาดตกบกพร่องส่วนได้บ้าง อย่างไรก็ตามเนื้อหาของรายการจะเน้นแนวทางการปฏิรูป ซึ่งจะไม่เน้นเรื่องของการเมืองหรือความขัดแย้ง โดยหวังว่าจะสร้างบรรยากาศของความปรองดองด้วย” พล.ต.สรรเสริญ กล่าว
พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ที่ ศปป.จะเชิญกลุ่มนักศึกษาที่เห็นต่างมาให้ความเห็นในรายการด้วย ขณะเดียวกันเราก็เป็นกังวลว่า นักศึกษาจะไม่สามารถชี้แจงในรายละเอียด รวมทั้งแนวทางและหลักการได้ รัฐบาลยังมองว่านักศึกษายังเป็นเยาวชนของชาติที่ยังมีอนาคต ดังนั้นเวลานี้รัฐบาลจึงให้โอกาสกลุ่มนักศึกษาเพื่อปรับตัวและสังคมไม่ควรไปซ้ำเติม
“ถ้าให้เจ้าหน้าที่รัฐตั้งคำถามเรากลัวเด็กตอบไม่ได้ เพราะสิ่งที่เขาพูดในสังคมวันนี้ล้วนเป็นเรื่องเชิงสัญลักษณ์ทั้งสิ้น แต่ไม่ได้นำสถานการณ์จริงมาประกอบด้วย สังคมอาจจะมองว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐนำเด็กไปประจาน เพราะคนเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องคิดในหลายๆด้าน ดังนั้นถ้าเอาเด็กมาร่วมคนอาจจะคิดว่าเราหลอกเด็กไปฆ่าอย่างแนบเนียน”รองโฆษกรัฐบาล กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าเป็นกังวลหรือไม่ที่นักศึกษาแสดงจุดยืนจะต่อสู้ต่อไป พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า ไม่ได้เป็นกังวล เพราะทุกอย่างเป็นไปตามข้อกฎหมาย โดยนักศึกษาต้องมองถึงความเป็นจริงในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะนักศึกษาจะต่อสู้เพื่อให้ได้อะไร ถ้าต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ต้องถามว่าก่อนวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยแล้วแก้ไขปัญหาได้หรือไม่ เวลานั้นทำไมไม่ออกมาช่วยกันแก้ไขปัญหา และเมื่อแก้ไขปัญหาไม่ได้ก็ต้องยอมรับในข้อเท็จจริง ทั้งนี้เมื่อนักศึกษาได้รับความเมตตาจากศาล หากทำอะไรที่เกินเลย ก็ต้องตอบคำถามต่อสาธารณะให้ได้ว่าเมื่อสังคมให้โอกาสแล้วยังต้องการอะไรอีก ส่วนกรณีอาจารย์นักวิชาการที่สนับสนุนนั้น คิดว่า ต้องให้อาจารย์ด้วยกันเองเป็นผู้พูดคุย





