เลขาสมช.แถลงยันไทยส่ง”อุยกูร์”กลับยึดหลักสิทธิมนุษยชน และยึดตามพ.ร.บ.สัญชาติ ยันไม่ใช่เพราะเกรงใจจีน เผยสัปดาห์หน้าจะนำคณะไปติดตามชุดที่ส่งก
นายอนุสิษฐ คุณากร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) แถลงถึงความคืบหน้ากรณีการดำเนินการต่อชาวอุยกูร์ในประเทศไทยว่า สถานการณ์การเข้ามาของชาวอุยกูร์ในประเทศไทยพบตั้งแต่ช่วงต้นวันที่ 13 มี.ค. 57 โดยทางด่านตรวจคนเข้าเมือง(ตม 6 ) ได้พบผู้หลบหนี้เข้าเมืองจำนวน 222 คนที่สวนยางพารา อ.รัตภูมิ จ.สงขลา และพบครั้งที่ 2 ในวันที่ 20 มี.ค. 57 จำนวน 77 คน และ พบอีก 200 คน บริเวณชายแดนกัมพูชา ทั้งนี้ยืนยันว่าการดำเนินการที่ผ่านมาของไทยได้ดูแลกลุ่มคนเหล่านี้ในระดับที่เป็นมาตรฐาน โดยส่วนเด็กและผู้หญิงให้อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) ตามพื้นที่ต่างๆ ซึ่งดูแลอย่างดี
นายอนุสิษฐ กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นจากปัญหาที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้พิจารณาอย่างรอบคอบ จากหลักฐานของทุกฝ่าย โดยแยกชาวอุยกูร์ออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ จำนวน 172 คน เป็นเด็ก 140 คน ผู้หญิง 32 คน ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำผิดกฎหมาย แต่อาจมีบางส่วนได้รับผลจากการชักจูงกันอพยพเข้าไทย ซึ่งกลุ่มเหล่านี้รัฐบาลไทยพยายามแก้ปัญหากลุ่มเด็กและผู้หญิงเป็นสำคัญ สิ่งที่รัฐบาลพยายามทำคือการประสานทั้งไปยังทั้งจีนและตุรกี โดยไทยตัดสินใจให้นำผู้หญิงและเด็ก 172 คน ไปประเทศตุรกี ซึ่งเป็นตามความสมัครใจ และสถานทูตตุรกีเป็นคนจัดส่งไปด้วยความเรียบร้อย ส่วนอีกกลุ่มหนึ่ง 109 คน แบ่งเป็นผู้ชาย 85 คน ผู้หญิง 24 คน ที่รับการพิสูจน์สัญชาติจากรัฐบาลจีนแล้ว มีการดำเนินการส่งไปยังจีน โดยได้มีการหารือและมีการยืนยันชัดเจนว่ากลุ่มบุคคลนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ซึ่งรัฐบาลจีนยืนยันว่ากลุ่มคนเหล่านี้จะได้รับความปลอดภัยและเป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชนโดยจะดูแลอย่างดี ซึ่งจีนมีการออกแถลงการณ์ดำเนินการต่อบุคคลเหล่านี้ไปแล้ว
“ ยืนยันไทยเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น เป็นเพียงประเทศรองรับกลุ่มคนเกล่านี้ จึงขอความกรุณาจากประเทศต่างๆ ให้เห็นภาพความพยายามของไทยในการแก้ปัญหาตามหลักสิทธิมนุษยชน ขณะเดียวกันประเทศเจ้าของสัญชาติอย่างจีนก็มีความประสงค์และหลักฐานทำให้เราจำเป็นต้องส่งคนเหล่าไปจีน แต่เรื่องการดำเนินการตามกฎหมาย จีนรับรองอย่างชัดเจน และพร้อมให้ไทยส่งผู้แทนร่วมติดตามการดำเนินการของรัฐบาลจีน ดังนั้นการดำเนินการที่ผ่านมาจึงเป็นเรื่องความจำเป็นและปฏิบัติตามหลักกฎหมาย ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นที่หลายฝ่ายอาจไม่เข้าใจ ไทยไม่มีเป้าประสงค์หรือเจตนาให้คนเหล่านี้ได้รับอันตราย เรามีความรอบคอบ มีการตกลงใจหารือทุกระดับ ขอยืนยันสิ่งที่ดำเนินการตามหลักกฎหมาย หลักปฏิบัติรอบคอบเพียงพอ ” นายอนุสิษฐ กล่าว
นายอนุสิษฐ กล่าวต่อว่า ขอให้เข้าใจและเห็นความตั้งใจของรัฐบาลไทยในการแก้ปัญหาทั้งมิติความมั่นคงและสิทธิมนุษยชนที่ทำมาตลอด ซึ่งมีหลายชาติหลายพื้นที่ได้เข้ามา และไทยก็เป็นผู้แก้ปัญหาและเป็นพื้นที่รองรับคนที่เข้ามาผิดกฎหมายเหล่านี้ โดยบางส่วนได้ส่งไปยังประเทศที่พิสูจน์สัญชาติได้และบางส่วนก็ส่งไปยังประเทศที่สาม เมื่อถามว่าสมช.ประเมินไว้หรือไม่ว่าหลังจากส่งชาวอุยกูร์กลับจีนแล้วจะเกิดเหตุการณ์เช่นนั้น เลขาสมช. กล่าวว่า เราไม่คิดว่าจะมีเหตึการณ์เหล่านี้เพราะเชื่อมั่นในสิ่งที่ได้ทำไปว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุด การส่ง172คนไปตุรกีนั้นก็เป็นทางออก ให้กลุ่มเด็กและผู้หญิงซึ่งเชื่อว่านานาชาติเองก็ให้ความชื่นชมรัฐบาลไทย ส่วนสถานการณ์ที่ได้รับผลกระทบจากการส่ง 109 คน กลับไปจีนนั้นตนเชื่อว่าหากมีความเข้าใจอย่างแท้จริง โดยเฉพาะกรณีที่รัฐบาลจีนให้คำมั่นสัญญาและพร้อมให้ไทยส่งตัวแทนเข้าไปตรวจสอบและดูแลการปฏิบัติการต่อกลุ่มคนเหล่านั้น ถือเป็นคำยืนยันของรัฐบาลจีน ซึ่งตนคาดว่าจะนำคณะเดินทางไปด้วยตนเองประมาณสัปดาห์หน้า
ขณะนี้รอการอนุมัติจากพลเอกประวิตร วงศ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม อยู่ และตนยืนยันว่าในระดับนโยบายได้มีการพูดคุยหารือเรื่องนี้มาโดยตลอด
“ สำหรับองค์กรระหว่างประเทศอาจจะต้องเดินทางไปอีกช่วงหนึ่ง แต่ในช่วงเบื้องต้นนี้ผมขอเข้าไปติดตามงานในช่วงนี้ก่อน เพราะท้ายที่สุดองค์กรระหว่างประเทศหรือกลุ่มต่างๆน่าจะมีโอกาสน่าจะเข้าไปตรวจสอบหรือติดตามด้วย ผมจะเดินทางไปจีนด้วยตัวเอง แต่ยังไม่ได้กำหนดวัน เนื่องจากรอการอนุมัติจากรองนายกฯอยู่ แต่จะไปให้เร็วที่สุด ถ้าเป็นอาทิตย์หน้าได้ก็จะดี จะต้องรีบไป ผมยืนยันว่ารัฐบาลมีข้อตกลงในเรื่องของความปลอดภัย การดูแลบุคคลเหล่านี้ภายใต้หลักสิทธิมนุษยชน”นายอนุสิษฐ กล่าว
เมื่อถามว่านายกรัฐมนตรีได้ปรารภถึงเรื่องนี้อย่างไรบ้าง เลขาสมช. กล่าวว่า นายกฯมีความห่วงใยต่อสถานการณ์ซึ่งเรื่องการดำเนินการเป็นไปตามหลักกฎหมายและข้อตกลงการดูแลรักษาความปลอดภัยต่างๆตามหลักสิทธิมนุษยชนซึ่งไม่ค่อยน่าเป็นห่วง แต่อย่างไรก็ตามในสถานการณ์ขณะนี้มีการขยับตัว ตนจึงต้องการให้สื่อมวลชนมีความเข้าใจในเรื่องดังกล่าว เพราะหากยิ่งนำเสนอภาพของความขัดแย้งหรือปูภาพในสิ่งที่อาจจะมองกันคนละมุม ซึ่งมองกันได้แน่นอน เพราะเหรียญยังมองได้สองด้าน แต่แท้ที่จริงเรียนว่าปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่รัฐบาลไทยเป็นผู้ก่อ แต่รัฐบาลไทยเป็นผู้แก้ ฉะนั้นจะแก้อย่างไรให้เกิดความสมดุล ทั้งเรื่องสิทธิมนุษยชย เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ก็มีหลายส่วนที่จะต้องให้มุมมอง เมื่อถามว่าสถานการณ์ในต่างประเทศที่คนไทยต้องเผชิญหรือได้รับผลกระทบสมช.ประเมินไว้อย่างไร
นายอนุสิษฐ กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศได้ประเมินไว้ในเรื่องความเสี่ยงและการดูแลในต่างประเทศ ส่วนความเคลื่อนไหวในไทยก็มีหน่วยงานที่คอยดูแลอยู่เพื่อความสงบเรียบร้อย และจะต้องเน้นเรื่องการชี้แจงทำความเข้าใจอย่างที่ตนได้ออกมาชี้แจงเพื่อให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น และให้เกิดความเชื่อมั่นว่าการดำเนินการของรัฐบาลไทยนั้นได้ปฏิบัติตามภายใต้หลักเกณฑ์ กฎหมาย กติการะหว่างประเทศ และภายใต้การรับรองระหว่างรัฐบาลจีน และรัฐบาลไทย ที่ต้องดูแลเรื่องความปลอดภัยตามหลักสิทธิมนุษยชน
เมื่อถามว่าอีก 60 คนที่เหลืออยู่ในประเทศไทยยังต้องรอหลักฐานเพื่อดำเนินการพิสูจน์ต่อไปใช่หรือไม่ นายอนุสิษฐ กล่าวว่า เป็นไปในลักษณะนั้น อย่างไรก็ตามขั้นตอนหรือระยะเวลาการตรวจสอบขึ้นอยู่กับการดำเนินงานของสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง(ตม.) และที่ผ่านมาทางตม.มีความเหนื่อยยากอยู่พอสมควรในเรื่องของการพิสูจน์ว่าใครเป็นใคร เพราะบางครั้งกลุ่มเหล่านี้ไม่แสดงตัว และเราเองไม่รู้ว่าจะต้องจัดการอย่างไร นี่คือความยากลำบาก ซึ่งถ้าแสดงตัวแล้วมีการจัดการที่เหมาะสม ก็สามารถแก้ไขปัญหาได้ คิดว่าในกลุ่มที่เหลือ60 คนไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไรมาก เชื่อว่าแก้ไขปัญหามาก
เมื่อถามว่ามีการเกรงว่าหากกลุ่มคนเหล่านี้ต้องการไปตุรกีแล้วถูกส่งกลับจีนจะเกิดปัญหาอีก นายอนุสิษฐ กล่าวว่า “ก็อย่าเพิ่งกลัว เพราะถ้ากลัวสุดท้ายสิ่งที่ไม่เป็นปัญหาก็จะเป็นปัญหา เราพยายามทำให้ดีที่สุด” ส่วนการที่ยูเอ็นเอชซีอาร์ระบุว่าไทยส่งตัวกลับจีนขัดหลักสากล เลขาสมช กล่าวยืนยันว่าได้ปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชนมีการรับรองความปลอดภัย ส่วนที่ว่าขัดหลักสากลตนก็ไม่ทราบว่าคืออะไร ก็เห็นแต่มีคนพูดแต่ไม่เห็นในรายละเอียด ดังนั้นยูเอ็นเอชซีอาร์ช่วยบอกหน่อยว่าคืออะไร ตนจะได้ตอบคำถามได้ถูก เพราะถ้าเป็นเพียงการพูดมาเท่านี้ตนก็ไม่ทราบว่ามันคืออะไร “ผมว่าสถานการณ์ทุกคนก็รู้ๆกันอยู่ว่าสถานการณ์จริงเป็นอย่างไร กับสิ่งที่เราอึดอัดสิ่งที่เราทำมีหลายๆเรื่องทั้งเรื่องโรฮิงญา ผู้หนีภัยการสู้รบ ที่อยู่ชายแดนไทยพม่าเป็นแสนคนเราก็แบกอยู่ตลอดเวลา จีนไม่ได้บีบเราให้ส่ง แต่เราก็ต้องหาทาออกที่นิ่มนวลและสามารถประสานประโยชน์กันให้ได้ทุกฝ่าย อย่าไปบอกว่าจีนบีบเลย เพราะมีทั้งยูเอ็นเอชซีอาร์ ไอซีอาร์”เลขาสมช. กล่าว
เมื่อถามว่าถือว่าเราเกรงใจจีนหรือไม่ นายอนุสิษฐ กล่าวว่า อย่าไปใช้คำนั้น ประเทศจีนก็มีศักยภาพของเขา เราเองเมื่อคนหลบหนีไปต่างประเทศและกระทำความผิดเราก็ต้องติดตามผู้กระทำความผิดนั้นมา ถูกหรือไม่ และตามหลักกฎหมายคนสัญชาติไหนถ้าเข้ามาอยู่ในไทยเราก็มีพระราชบัญญัติสัญชาติเราก็ต้องส่งกลับไปตามสัญชาตินั้น แต่ที่เราต้องดูคือเรื่องความปลอดภัยให้เป็นไปตามหลักสากล ซึ่งบุคคลเหล่านี้ก็เป็นบุคคลที่หลบหนีเข้าเมืองหรือว่าไทยจะยินดีรับแบบนี้อีกหมื่นอีกแสนคนหรือไม่
เมื่อถามว่าทำไมประเทศไทยเป็นประเทศผ่านแดนอยู่ตลอด แสดงว่ามีเรื่องค้ามนุษย์คาบเกี่ยวด้วยใช่หรือไม่ เลขาสมช. กล่าวว่า ก็ด้วย และไทยก็ต้องปกป้องชาติบ้านเมืองในแง่หลักของความมั่นคงซึ่งในกรณีชาวอุยกูร์นี้ก็มีส่วนด้วยเช่นกัน ประเทศไทยก็ได้เฝ้าระวังติดตามและประสานกับจีนในเรื่องของการค้ามนุษย์ด้วย รวมถึงประเทศอื่นที่มีความร่วมมือด้วยเช่นกัน อาทิ เวียดนาม มาเลเซีย หลายประเทศต่างมีความเป็นห่วงและประสานร่วมมือกัน อย่างไรก็ตามตนอยากให้สื่อมวลชนได้ไปดูความเป็นอยู่ของอีก 60 คนที่เหลือ ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) ว่าเราดูแลเขาอย่างดีตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชน มีกิจกรรมให้ทำให้เรียนหนังสือ มีการสาธารณสุขที่ดี แต่เรื่องเหล่านี้ไม่เคยถูกเผยแพร่ในสังคมไทย ซึ่งก็ต้องประสานไปทางพม.ก่อนเพราะเขาดูแลอยู่





