กมธ.ยกร่างฯ ตัดนิยาม “เงินแผ่นดิน”ออกจากร่างรธน. หวั่นเกิดปัญหาตีความในอนาคต โยกที่มา-อำนาจ คกก.แต่งตั้งข้าราชการไปไว้กฎหมายลูก
รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกมธ.ยกร่างฯ เป็นประธานในการประชุม วาระพิจารณาปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ซึ่งเป็นวันที่ 12 ได้เริ่มเข้าสู่การพิจารณา หมวด 5 การคลังและการงบประมาณ มาตรา 199 -205
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ประชุมกมธ.ยกร่างฯ คงตามหลักการเดิมตามร่างแรก เพื่อทำให้เกิดวินัยการเงินการคลังและป้องกันการใช้จ่ายแบบนโยบายประชานิยม แต่ได้มีการเขียนบัญญัติเพิ่มเติมให้มีความรัดกุมมากขึ้น ด้วยการนำความเห็นของม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รมว. คลัง ที่ได้เสนอ ความเห็นเข้ามาสู่กมธ.ยกร่างฯเมื่อปลายเดือนมิ.ย. โดยข้อเสนอของม.ร.ว.ปรีดิยาธร มีสาระสำคัญคือ หลักการหมวดการคลัง ต้องมีความเป็นธรรมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งให้มีประสิทธิภาพในการใช้จ่ายเงินอย่างคุ้มค่า ตอบสนองต่อประโยชน์ส่วนรวมและต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 มาตรา 35 ( 7) (8) เช่น กำหนดว่าการออกนโยบายใด ๆ ที่ใช้เงินงบประมาณจะต้องผ่านการวิเคราะห์ และมีความคุ้มค่า รวมถึงต้องบอกแหล่งที่มาของเงิน ขณะเดียวกันในเรื่องของมาตรการภาษีจะต้องจัดเก็บอย่างเป็นธรรม โดยจัดเก็บจากฐานภาษีทุกฐาน เป็นต้น
ทั้งนี้ที่ประชุมยังได้ตัดการนิยาม ความหมายของคำว่า“เงินแผ่นดิน”ในมาตรา 200 เพราะหากเขียนบัญญัติไว้ก็เกรงว่าจะเกิดปัญหาการตีความในอนาคต หากมีการเขียนนิยามไว้ไม่ครบสมบูรณ์ เนื่องจากเชื่อว่าในอนาคตจะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
ส่วนในหมวด 6 ความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการ นักการเมือง และประชาชน ที่ประชุมได้มีการปรับแก้ไขถ้อยคำในมาตรา 206 จากเดิมที่กำหนดให้ “ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำและมิใช่ข้าราชการการเมือง จะเป็นข้าราชการการเมือง หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่นมิได้” มาเป็น “ให้มีคณะกรรมการแต่งตั้งโยกย้ายด้วยระบบคุณธรรมตามที่กฎหมายบัญญัติ”
ส่วนมาตรา 207 ที่กำหนดให้การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนต้องใช้ระบบคุณธรรม โดยให้มีคณะกรรมการดำเนินการแต่งตั้งข้าราชการโดยระบบคุณธรรม จำนวน 7 คน ซึ่งมาจาก3ภาคส่วนคือ 1.ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ซึ่งได้รับเลือกจากคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน จำนวน 2 คน 2. ผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง หรือหัวหน้าส่วนราชการที่เทียบเท่าปลัดกระทรวง จำนวน 3 คน 3.ประธานกรรมการจริยธรรมของทุกกระทรวงซึ่งเลือกกันเอง จำนวน 2 คน ทำหน้าที่พิจารณาการย้าย การโอนหรือการเลื่อนข้าราชการระดับปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า เท่านั้น โดยทางกมธ.ยกร่างฯ มีมติว่าให้มีคณะกรรมการฯดังกล่าวไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ให้นำรายละเอียดทั้งในเรื่อง ที่มา อำนาจ หน้าที่ของคณะกรรมการฯชุดนี้ไปบัญญัติไว้ในร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
นอกจากนี้ที่ประชุมกมธ.ยกร่างฯ ได้มีการตัดมาตรา 209 ว่าด้วย “การสั่งการในการบริหารราชการแผ่นดินให้กระทำเป็นลายลักษณ์อักษร เว้นแต่ในกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วน อาจสั่งการด้วยวาจาได้” ตามที่ครม.เสนอคำขอแก้ไขเพิ่มเติม โดย ครม.ให้เหตุผลว่า แนวทางดังกล่าวมีอยู่แล้วในพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 จึงไม่จำเป็นต้องเอามาบัญญัติในรัฐธรรมนูญอีก





