ศาลฎีกาฯ ไต่สวนพยานคดี "อดีตผู้บริหารแบงก์กรุงไทย–จนท.ธนาคาร-เอกชน รวม26ราย "ปล่อยกู้กรุงไทยเอื้อประโยชน์เครือกฤษดามหานครกว่า9พันล้านบาท
ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถ.แจ้งวัฒนะ วันที่ 10 ก.ค.58 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าถึงความคืบหน้าการพิจารณาคดีปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทย จำกัด ( มหาชน) มูลค่ากว่า 9,000 ล้านบาท ที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี , กรรมการบริหาร , กรรมการสินเชื่อ , เจ้าหน้าที่สินเชื่อของธนาคารกรุงไทย จำกัด ( มหาชน) และกลุ่มบริษัทเอกชน รวม 27 ราย ว่า เมื่อวันที่ 8 ก.ค.ที่ผ่านมา นายศิริชัย วัฒนโยธิน รองประธานศาลฎีกา เจ้าของสำนวน พร้อมองค์คณะ รวม 9 คน ได้ไต่สวนพยานจำเลย 2 ปากสุดท้าย ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ประเมินสินทรัพย์ เสร็จสิ้นแล้ว องค์คณะฯ ได้กำหนดนัดฟังคำพิพากษาในวันที่26ส.ค.นี้ เวลา09.30น. โดยให้อัยการโจทก์ และจำเลย ยื่นคำให้การแถลงการณ์ปิดคดีเป็นลายลักษณ์อักษร ภายในวันที่20ส.ค.ก่อนฟังคำพิพากษา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีดังกล่าวยื่นฟ้องในสมัยของ นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด เมื่อวันที่ 13 มิ.ย.55 โดยอัยการสูงสุด ได้รวบรวมพยานหลักฐานจากสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จำนวน 150 แฟ้ม 17 ลัง ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ 1 และจำเลยอีก 4 กลุ่ม ประกอบด้วยกรรมการบริหาร , กรรมการสินเชื่อ , เจ้าหน้าที่สินเชื่อของธนาคารกรุงไทย จำกัด ( มหาชน) และกลุ่มบริษัทเอกชน ในความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157,ความผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 ,ความผิด พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ,ความผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 และ ความผิด พ.ร.บ.บริษัท มหาชน จำกัด พ.ศ.2535
โดยศาลฎีกา ฯ ได้ประทับฟ้องไว้เป็นคดีหมายเลขดำ อม.3/2555 แต่เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ อดีตนายกรัฐมนตรี จำเลยที่ 1 หลบหนีคดี ศาลฎีกา ฯ จึงให้ออกหมายจับ ติดตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณ มาดำเนินคดี โดยให้จำหน่ายคดีเฉพาะส่วนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ไว้เป็นการชั่วคราวก่อนจนกว่าจะได้ตัวมา ขณะที่องค์คณะ ฯ ได้ดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในส่วน นายวิโรจน์ นวลแข อดีตกรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทย และบริษัทในเครือของบริษัท กฤษดามหานคร จำกัด (มหาชน) กับพวกรวม 26 ราย โดยองค์คณะฯ ได้เริ่มไต่สวนพยานตั้งแต่วันที่ 14 ต.ค.56 และได้ไต่สวนพยานปากสุดท้ายเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 8 ก.ค.58 รวมระยะเวลาประมาณ 1 ปี 9 เดือน ซึ่งได้ใช้เวลาไต่สวนพยานทั้ง 2 ฝ่าย รวม 32 นัด ขณะที่คดีดังกล่าวฝ่ายอัยการ ยื่นบัญชีพยานไต่สวน 22 ปาก ส่วนจำเลยที่ 2-27 เตรียมพยานไต่สวนรวม 32 ปาก ซึ่งจะเป็นตัวจำเลย 19 ปาก รวมพยานโจทก์-จำเลยที่จะไต่สวนคดีนี้ทั้งสิ้น 54 ปาก
สำหรับพฤติการณ์คดีนี้ ได้เริ่มทำสำนวนตั้งแต่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) และเมื่อ คตส.หมดวาระก็ได้โอนเรื่องส่งให้ ป.ป.ช.พิจารณาต่อ และได้ส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดเมื่อวันที่ 16 มิ.ย.51 ซึ่งคดีนี้ตามสำนวนได้มีการกล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กับพวกร่วมกันกระทำความผิด กรณีธนาคารกรุงไทยฯ อนุมัติสินเชื่อจำนวนมากโดยไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และก่อให้เกิดความเสียหายแก่ระบบเศรษฐกิจของรัฐ โดยข้อเท็จจริงพบว่า ผู้บริหารธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ให้สินเชื่อกลุ่ม บมจ.กฤษดามหานคร ที่มีสถานะอยู่ในกลุ่มลูกหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของธนาคาร เนื่องจาก ผอ.ฝ่ายกลั่นกรองสินเชื่อธุรกิจนครหลวง เคยจัดอันดับความเสี่ยงของกลุ่มกฤษดามหานครในอันดับ 5 คือไม่สามารถอนุมัติสินเชื่อให้ได้
ต่อมามีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และในสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้มีเงื่อนไขระบุว่า บมจ.กฤษดามหานครฯ ไม่สามารถที่จะขอสินเชื่อได้อีก เนื่องจากมียอดขาดทุนสะสมสูง คือมียอดสะสมสูงมาก แต่ได้มีการอนุมัติสินเชื่อให้บริษัทในกลุ่มกฤษดามหานคร 3 กรณี คือ 1. การอนุมัติสินเชื่อให้บริษัทอาร์เค โปรเฟสชั่นนัล จำกัด จำนวนเงิน 500ล้านบาท 2. การอนุมัติสินเชื่อให้บริษัทโกลเด้น เทคโนโลยี อินดัสเทรียล พาร์ค จำกัด วงเงิน 9,900 ล้านบาท (วงเงินไฟแนนซ์8,000 ล้านบาท วงเงินซื้อที่ดินเพิ่ม 500 ล้านบาท และวงเงินพัฒนาโครงการ1,400 ล้านบาท) และ 3. การอนุมัติขายหุ้นบุริมสิทธิแปลงสภาพของ บมจ.กฤษดามหานคร ให้กับบริษัท แกรนด์ คอมพิวเตอร์คอมมูนิเคชั่น จำกัด จำนวนเงิน 1,185,735,380 บาท ถือว่าผู้เกี่ยวข้องมีพฤติการณ์ ร่วมกันหรือสนับสนุนการกระทำความผิดกรณีธนาคารกรุงไทย ซึ่งเป็นองค์กรของรัฐ เป็นการกระทำโดยทุจริต เพื่อฟื้นฟูกิจการของ บมจ.กฤษดามหานคร ประโยชน์ส่วนตนกับพวก โดยบริษัทเอกชนผู้ขอกู้ 3 ราย ประกอบด้วย บริษัท อาร์เค โปรเฟสชั่นนัล จำกัด,บริษัท โกลเด้น เทคโนโลยี อินดัสเตรียล พาร์จ จำกัด และ บริษัท กฤษดามหานคร จำกัด (มหาชน) และกลุ่มบุคคลที่ได้รับประโยชน์จากบริษัทเอกชนดังกล่าว





