ที่ปรึกษาองค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์ห่วงคนไทยในตุรกีได้รับอันตรายจากการประท้วง
นายสุนัย ผาสุก ที่ปรึกษาองค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์ประจำประเทศไทย เปิดเผยว่าเบื้องลึกจังหวะเวลาของ “กลุ่มผู้ประท้วงในตุรกี” ที่บุกทำลายทรัพย์สินของสถานกงสุลไทย ณ นครอิสตันบูล ช่วงเวลากลางดึกเมื่อช่วงกลางดึกวันที่ 8 ก.ค. ที่ผ่านมานั้น เป็นจังหวะเดียวกับที่มีข่าวลือว่ารัฐบาลไทยนำตัวชาวอุยกูร์ที่หลบหนีเข้าเมืองจำนวน 115 คน ขึ้นเครื่องบินทหาร 2 ลำไปส่งประเทศจีน
"แสดงว่ามีการประสานงานจากกลุ่มญาติของชาวอุยกูร์ในประเทศไทย กับญาติที่อาศัยในตุรกี พวกเขารู้อยู่แล้วว่าการส่งชาวอุยกูร์กลับจีนเป็นเรื่องอันตราย เพราะคนที่หลบหนีออกมาจากจีน เมื่อถูกส่งกลับไปรัฐบาลจีนจะลงโทษอย่างรุนแรง ทำให้ญาติที่ตุรกีโกรธแค้นมาก ตอนนี้หลายฝ่ายเริ่มค้นหาข้อมูลว่าเมื่อไม่กี่วันที่แล้ว รัฐบาลไทยได้ส่งผู้หญิงและเด็กจำนวนกว่า170 คนไปตุรกีนั้น เป็นญาติหรือครอบครัวเดียวกับผู้ที่ถูกส่งไปจีนหรือไม่ มีการแยกผู้หญิงผู้ชายอย่างไร เรื่องนี้สร้างความประหลาดใจให้เครือข่ายนักสิทธิมนุษยชนและกลุ่มผู้ช่วยเหลือผู้ลี้ภัยในประเทศไทยเป็นอย่างมาก เพราะรัฐบาลสัญญามาตลอดว่าจะยังไม่ส่งกลุ่มนี้ออกไปประเทศใดทั้งสิ้น แต่ทำไมถึงตัดสินใจกระทันหัน"
นายสุนัย กล่าวต่อว่า สิ่งที่ต้องห่วงตอนนี้คือ ความปลอดภัยของคนไทยที่อาศัยอยู่ตุรกี เพราะที่ผ่านมาคนจีนที่อาศัยอยู่ที่นั่นก็โดนลอบทำร้ายจากกลุ่มผู้ประท้วงหลายครั้ง โดยที่ไม่มีใครรู้ว่าเป็นกลุ่มไหนกันแน่ ตอนนี้รัฐบาลไทยคงต้องเตรียมตัวให้พร้อมกับการอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น เชื่อว่าจะมีหลายองค์กรสิทธิมนุษยชนหลายประเทศเข้ามากดดันอย่างแน่นอน เพราะประเทศไทยอยู่ภายใต้ “ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน” (Universal Declaration of Human Right หมายถึงการไม่เลือกปฏิบัติ และให้ทุกคนมีสิทธิที่จะแสวงหา และได้ที่ลี้ภัยหากหลบหนีมาจากประเทศที่มีภัยอันตราย ที่สำคัญคือต้องเคารพ “หลักการห้ามผลักดันกลับ” (Non-refoulement Principle) หมายถึงหลักการดังกล่าวไม่ยอมให้มีการผลักดันผู้ลี้ภัยไปเผชิญกับอันตราย แม้รัฐบาลไทยจะไม่ยอมรับผู้อพยพเข้าประเทศ แต่ต้องไม่ไล่ผู้อพยพให้กลับไปเผชิญกับอันตรายที่พวกเขาหนีออกมา
ด้าน ผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรประสานงานด้านผู้ลี้ภัยนานาชาติ ให้ข้อมูลว่า ที่ผ่านมารัฐบาลไทยรับรู้มาตลอดว่ามีกลุ่มอุยกูร์หลบเข้ามาในไทยหรืออาศัยประเทศไทยเป็นทางผ่านจากจีนไปยังตุรกี โดยลักลอบเข้า 2 เส้นทางคือ จากกัมพูชาโดยมาทางชายแดน อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว และเส้นทางชายแดน จ.หนองคาย ผ่านเข้ามายังกรุงเทพฯ เพื่อติดต่อสถานฑูตตุรกีให้ช่วยเหลือ
"แต่เมื่อปลายปี 2557 มีการรวบรวมผู้หลบหนีเข้าเมืองชาวอุยกูร์มาเกือบ 300 คนไว้ที่ด่านสงขลา ถือเป็นการทำผิดพลาดครั้งสำคัญ ที่ผ่านมาเราทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น แต่การรวมพวกเขาเป็นกลุ่มใหญ่เอาไว้ที่เดียวกันและมีสื่อมวลชนมาทำข่าว ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นเป้าใหญ่ ตัวแทนจีนและตุรกีต่างพยายามเข้ามาแสดงความจำนงที่ต้องให้คนกลุ่มนี้เดินทางจากไทยไปยังประเทศของตน แน่นอนผู้อพยพชาวอุยกูร์อยากไปตุรกี แต่ฝ่ายจีนก็กดดันไทย ว่าต้องส่งตัวกลับไทย สร้างความสงสัยให้หลายฝ่ายว่าทำไมจีนต้องอยากได้กลับไป ทั้งที่พวกเขาหลบหนีออกมาจากจีน"
วิเคราะห์กันว่า จีนมีเหตุผลหลักอย่างน้อย 2 ประการคือ 1 ไม่ต้องการให้ผู้หลบหนีออกไปสร้างเครือข่ายแล้วส่งเงินหรือความช่วยเหลือต่าง ๆ ไปยังกลุ่มอุยกูร์ที่อาศัยอยู่ในประเทศจีน หลายคนที่ออกไปแล้วพยายามหาหนทางญาติหรือเพื่อน ๆ ที่เหลืออยู่ในจีนหลบหนีออกมาด้วย หรือส่งเงินไปให้กลุ่มหัวรุนแรงบางส่วนสร้างความวุ่นวายหรือก่อการร้ายในจีน 2 เป็นเรื่องของศักดิ์ศรีของจีน เพราะถือว่ากลุ่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของประชาชนจีน ต้องให้ความเคารพและเชื่อฟังรัฐบาล การหลบหนีออกนอกประเทศถือว่าทำให้รัฐบาลจีนเสียหน้ากับประเทศอื่น ๆ หรือในเวทีสากลเป็นอย่างมาก
ด้านนายกฤชณัฐ มีสำราญ เจ้าหน้าที่ประจำสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว บอกว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเหตุที่เกิดขึ้นยังไม่สามารถประเมินได้ว่าจะมีการยกเลิกการเดินทางไปยังตุรกีของคนไทยมากน้อยแค่ไหน แต่เชื่อว่าอีกไม่นานจะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวในประเทศตุรกีอย่างแน่นอน





