วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปปส.จับมือภาครัฐเอกชนคุมเข้ม หยุดการใช้ยาในทางผิด

ป.ป.ส.จับมือภาครัฐเอกชน คุมเข้ม “หยุดการใช้ยาในทางผิด” ในกลุ่มเด็กเยาวชน

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ระดมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงภาคธุรกิจเอกชนในการหามาตรการ หยุดการใช้ยาในทางที่ผิด โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเยาวชนและคุมเข้มการจัดจำหน่ายยา ร้านขายยาทั้งหมด 

 นายเพิ่มพงษ์ เชาวลิต เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ป.ป.ส. เป็นประธานแถลงมาตรการคุมเข้ม หยุดใช้ยาในทางที่ผิด โดยมีการระดมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการอาการและยา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สถาบันการศึกษาและสมาคมร้านขายยา เข้าร่วม 

 โดยนายเพิ่มพงษ์ บอกว่าตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาสถานการณ์การแพร่ระบาดการใช้ยาในทางที่ผิด พบพฤติกรรมการใช้ยารักษาอาการป่วยทั่วไปมาดัดแปลงเป็นสารกระตุ้นประสาทโดยนำยาในกลุ่มยาแก้แพ้ ยาก้ปวดและยาแก้ไอมาผสมกับเครื่องดื่มเพื่อให้ออกฤทธิ์มึนเมา และกระตุ้นให้รู้สึกสนุกสนานซึ่งปัจจุบันกำลังเป็นที่แพร่ระบาดในกลุ่มนักเรียนระดับมัธยม โดยมาตรการควบคุมนั้น จะยกระดับยารักษาโรคที่มีเด็กและเยาวชนนำไปใช้ในทางที่ผิดขึ้นเป็นตัวยาที่ต้องมีการควบคุม โดยจะอนุญาตให้จำหน่ายเฉพาะร้านขายยาคุณภาพ ที่ผ่านเกณฑ์การตรวจสอบมาตรฐานของ อย. เท่านั้น ส่วนการเผยแพร่การเสพยาเสพติด ผ่านทางโซเชัยลมิเดีย ทาง ป.ป.ส. จะหารือ กับกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และจะทาบทามกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ให้เข้ามาร่วมหามาตรการในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ด้วย 

 ด้านนายปริญญา อัครจันทโชติ นายกสมาคมร้านขายยา บอกว่า ปัจจุบันมีการจัดระเบียบเข้มงวดกับร้านขายยามากขึ้น จึงทำให้ร้านขายยาบางร้านตัดปัญหาโดยการไม่ขายให้กับลูกค้า และได้จัดทำสติกเกอร์ ร้านนี้เข้าร่วมโครงการรณรงค์ไม่ขายยาในทางที่ผิด ขึ้นเพื่อจัดการคัดแยกร้านที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการขายยาผิด และสำหรับร้านที่เข้าข่ายการกระทำผิดก็จะตรวจสอบหากพบว่ามีการซื้อขายในทางที่ผิด นอกจากจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายแล้วจะถูกพักใช้ใบอนุญาตเป็นเวลา 120 วัน ซึ่งปัจจุบันมีร้านขายยาที่ถูกพักใช้ใบอนุญาตไปแล้วกว่า 40 ร้าน 

 ส่วนด้านการปราบปราม พล.ต.ต.อิทธิพล พิริยะภิญโญ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล บอกว่าหากพบว่ามีการมั่วสุมกันในกลุ่มเด็กเยาวชน จะต้องมีมาตรการเรียกผู้ปกครอง แจ้งให้อาจารย์ทราบ และต้องมีการสืบสวนแหล่งที่มาของการซื้อขายยา ตลอดจนตรวจสอบตามกล้องวงจรปิด รวมถึงสถานศึกษาขณะนี้ก็ได้ส่งหนังสือไปยังโรงเรียนต่างๆ ให้เฝ้าระวังพฤติกรรมเด็กนักเรียนที่มีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงรวมถึงการให้ความรู้โทษของการใช้ยาในทางที่ผิด