วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ชี้ปชช.90% หนุนรธน.ใหม่ เพิ่มเสรีภาพ ตรวจสอบญาตินักการเมือง

เปิดผลสำรวจความเห็นปชช. ต่อบทบัญญัติใหม่ในร่างรธน. ร้อยละ 90 หนุนเพิ่มสิทธิ เสรีภาพพลเมือง ตรวจสอบเครือญาตินักการเมือง

พร้อมเห็นด้วยกับการแก้วิกฤตการเมือง ให้คนนอกเป็นนายกฯได้ เชื่อมีรัฐบาลผสม คาดกก.ปรองดองจะแก้ปัญหาขัดแย้งได้ เสียง52%เห็นด้วยกับนิรโทษกรรมผู้ชุมนุม48-57ที่ผิดกฎหมายมั่งคง-พ.ร.ก.ฉุกเฉิน


นางถวิลวดี บุรีกุล ฐานะประธานอนุกรรมาธิการ (กมธ.) การมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ใน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เปิดเผยถึงผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อการร่างรัฐธรรมนูญ ครั้งที่สอง ช่วงเดือนมิถุนายน 2558 โดยความร่วมมือจากสถาบันพระปกเกล้า โดยมีประชาชนจำนวน 77,160 รายร่วมให้ความเห็น มีข้อสรุปของการแสดงความเห็นดังต่อไปนี้ 1.เรื่องความเป็นพลเมือง สิทธิ และหน้าที่ของพลเมือง ในประเด็นที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่บัญญัติเพิมเติมจากรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมาประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วย อาทิ บุคคลย่อมอ้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และมีเสรีภาพที่จะกระทำการใด เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น เห็นด้วย ร้อยละ 95.7, การเสียภาษีโดยสุจริต เห็นด้วยร้อยละ 96.9, กำหนดให้ตรวจสอบคุณสมบัติของคู่สมรสและบุตรของผู้สมัครรับเลือกตั้งย้อนหลัง เห็นด้วยร้อยละ 84.6, ให้ตรวจสอบคุณสมบัติผู้ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งย้อนหลัง 3 ปี เห็นด้วยร้อยละ 91.2, สื่อมวลชนมีเสรีภาพในการประกอบวิชาชีพและรับผิดชอบต่อสังคม เห็นด้วยร้อยละ 96.7 , พลเมืองต้องไม่กระทำที่ทำให้เกิดความเกลียดชังระหว่างคนในชาติหรือศาสนา เห็นด้วย 97.8


นางถวิลวดี กล่าวด้วยว่า 2.ประเด็นระบบผู้แทนและผู้นำการเมืองที่ดี แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ รัฐสภา และคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีความเห็นประชาชนที่เกินร้อยละ 90 เห็นด้วยกับประเด็นที่บัญญัติใหม่ ดังนี้ ให้มีคณะกรรมการแต่งตั้งข้าราชการด้วยระบบคุณธรรม, ให้ส.ส.พ้นจากตำแหน่งเมื่อไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี, ในการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อให้ประชาชนเลือกพรรคที่ชอบได้ 1 พรรคและสามารถเลือกผู้สมัครในพรรคอื่นที่ชื่นชอบได้ด้วย, ส.ว.มีอำนาจร่วมกับส.ส.ในการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และแก้ไขรัฐธรรมนูญ, การคิดคะแนนผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นส.ส. ให้คำนวณจากคะแนนนิยมของพรรคที่ประชาชนเลือกเป็นหลัก ขณะที่ประเด็นที่ประชาชนเห็นด้วยเกินร้อยละ 80 มีดังต่อไปนี้ การเลือกตั้งส.ส.เขตให้เลือกได้เขตละ 1 คน, ส.ส.มีอิสระจากมติพรรคการเมือง, ส.ว.มีจำนวนไม่เกิน 200 คน, วุฒิสภามีสิทธิเสนอกฎหมายได้, ในกรณีบ้านเมืองเกิดวิกฤต ส.ส.สามารถลงมติเลือกบุคคลที่ไม่เป็นส.ส.เป็นนายกฯ ได้โดยใช้คะแนนเสียง 2 ใน 3 และให้จัดระบบหยั่งเสียงความนิยมของบุคคลก่อนส่งลงสมัครส.ส. ขณะที่ประเด็นคำถามที่ให้ส.ส.เป็นผู้เลือกนายกฯ ประชาชนเห็นด้วยร้อยละ 77 และ ประเด็นส.ว.มาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ 1 คนประชาชนเห็นด้วยร้อยละ 77.1


นางถวิลวดี กล่าวด้วยว่า 3.ประเด็นนิติธรรม ศาล และองค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ มีความเห็นประชาชนที่เห็นด้วยเกินร้อยละ 90 ดังนี้ กำหนดกรอบเวลาพิจารณาคดีของศาลให้ชัดเจน, ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและกรรมการในองค์กรตรวจสอบต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและเปิดเผยต่อสาธารณะ, ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิเข้าชื่อถอดถอนกรรมการในองค์กรตรวจสอบได้, ห้ามข้าราชการอัยการดำรงตำแหน่งหรือปฏิบัติหน้าที่ใดในรัฐวิสาหกิจหรือกิจการอื่นของรัฐ หรือบริษัทเอกชน, 4.ประเด็นการปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง มีความเห็นประชาชนที่เห็นด้วยเกินร้อยละ 90 อาทิ การจัดตั้งกองทุนให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายและคดีแก่ประชาชน, ควรจัดตั้งคณะกรรมการอิสระเสริมสร้างความปรองดองแห่งชาติ เพื่อทำหน้าที่เสริมสร้างและทำงานทุกภาคส่วนให้เกิดความสมนฉันท์และปรองดอง , ควรมีมาตรการเยียวยาความเสียหาย รวมทั้งฟื้นฟูศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และจิตใจของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง และเห็นด้วยกับการจัดตั้งระบบบำนาญสำหรับทุกคน


“ความเห็นของประชาชนต่อแนวทางการแก้ไขความขัดแย้ง พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 17.3 เห็นด้วยกับการตั้งรัฐบาลผสม รองลงมาคือให้ทหารปฏิวัติหรือรัฐประหารอีก ร้อยละ 11 ขณะที่การใช้กลไกนิติบัญญัติ อาทิ ยุบสภาแล้วแล้วตั้งใหม่ ออกกฎหมายเพื่อบังคับใช้เด็ดขาด มีผู้เห็นด้วยร้อยละ 10.3 และ 9.8 ตามลำดับ ส่วนแนวทางป้องกันความขัดแย้งหรือความรุนแรง ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 12.5 เห็นว่าความปลูกจิตสำนึก สามัคคีปรองดอง และรณรงค์ลดความรุนแรง นอกจากนั้นยังมีคำถามต่อประเด็นการนิรโทษกรรมให้แก่ผู้เกี่ยวข้องกับการประท้วงทางการเมือง ช่วง ปี 2548 – 2557 ที่ทำผิดพ.ร.ก.ฉุกเฉิน และ พ.ร.บ.มั่นคง ประชาชนร้อยละ 52.9 เห็นด้วย และมีร้อยละ 43.9 ไม่เห็นด้วย” นางถวิลวดี กล่าว