"พล.อ.ประยุทธ์" บินดูปัญหาน้ำที่พิษณุโลก หลังประชุมครม.เชียงใหม่เสร็จ
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมคณะ อาทิ พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ รองนายกฯ รมว.กลาโหม พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม ผบ.ทบ. พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ นายปีติพงษ์พึ่งบุญ ณ อยุธยา รมว.เกษตรฯ เป็นต้น เดินทางลงพื้นที่ เพื่อตรวจราชการพร้อมติดตามความคืบหน้าการบริหารจัดการน้ำ โครงการข้าวและการทวงคืนผืนป่า หลังเสร็จสิ้นการประชุม ครม.อย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ที่จังหวัดเชียงใหม่ ไปยังองค์การบริหารส่วนตำบลพรหมพิราม อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก เพื่อรับฟังการบรรยายสรุปผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล โดยมีนายจักริน เปลี่ยนวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลกและประชาชนให้การต้อนรับ
ผู้ว่าฯพิษณุโลก รายงานว่า พื้นที่ อบต.พรหมพิรามห่างจากอำเภอพรหมพิรามประมาณ 2 กิโลเมตร และห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 30 กิโลเมตร มีพื้นที่ประมาณ 45,437.5 ไร่ หรือ 72.70 ตารางกิโลเมตร เป็นที่ราบลุ่ม มีแม่น้ำนานไหลผ่าน อาชีพหลักของประชาชนร้อยละ 90 ประกอบอาชีพเกษตรกรรม
สำหรับการบริหารจัดการน้ำ จังหวัดพิษณุโลก มีเขื่อนขนาดใหญ่เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำน่านอยู่ 2 เขื่อน ประกอบด้วย เขื่อนสิริกิติ์และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน โดยมีเขื่อนนเรศวรเป็นเขื่อนทดน้ำในลุ่มน้ำน่านเพื่อส่งน้ำเข้าสู่พื้นที่เพาะปลูกเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร สำหรับพื้นที่ลุ่มต่ำของจังหวัดพิษณุโลก ประกอบด้วยพื้นที่บางส่วนของอำเภอพรหมพิราม อำเภอเมืองพิษณุโลก และอำเภอบางระกำ เป็นพื้นที่ลุ่มน้ำที่อยู่ต้นน้ำเจ้าพระยาจำนวน 325,000 ไร่ จำนวนครัวเรือน 15,000 ครัวเรือน อย่างไรก็ตาม ประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำต้องการขอเปลี่ยนปฏิทินการเพาะปลูกในพื้นที่ จากเดือนพฤษภาคม เป็น 1 เมษายน เพื่อให้ทำการเกษตร หรือทำการเก็บเกี่ยวได้ทัน ก่อนที่จะรองรับน้ำในฤดูน้ำหลาก
ทั้งนี้ จังหวัดพิษณุโลกขอรับการสนับสนุนงบประมาณเพื่อดำเนินการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ดังกล่าว 21 โครงการ งบประมาณ เป็นเงินจำนวน 649 ล้านบาท ล หากดำเนินการได้ ก็จะเป็นการพัฒนาแหล่งน้ำต่าง ๆ ให้เป็นพื้นที่รับน้ำนอง ซึ่งสามารถรองรับปริมาตรน้ำได้ประมาณ 800 ล้านลูกบาศก์เมตร
ภายหลังการรับฟังบรรยายสรุป นายกรัฐมนตรีกล่าวมอบนโยบายตอนหนึ่งว่า วันนี้ประเทศไทยกำลังเดินไปข้างหน้า แต่ติดปัญหาเรื่องความยากจน เพราะเกิดความเหลื่อมล้ำในสังคม จึงทำให้เกิดความขัดแย้งในประเทศตามมา รัฐบาลจึงต้องทำให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิ์ทางกฎหมายอย่างเท่าเทียมเพื่อสร้างบรรทัดฐานให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างเข้มแข็ง
ในส่วนของหน่วยงานราชการต้องทำงานเดินหน้าไปพร้อมกันอย่างเป็นระบบในกลุ่มงานที่เกี่ยวข้องกัน เพื่ออำนวยความสะดวกแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนอย่างมีศักดิ์ศรี และเป็นธรรม สำหรับการผลิตสินค้าเกษตรภายในประเทศต้องปรับโครงสร้างใหม่ทั้งประเทศ ต้องคำนึงถึงความต้องการอุปโภคภายในประเทศ และเพื่อส่งออกจำหน่ายไปยังต่างประเทศ รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันสินค้าเกษตรมุ่งผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า ทั้งนี้ เกษตรกรต้องมีการรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อให้เกิดความเข้มแข็ง มีอำนาจในการต่อรองราคาสินค้า พร้อมกับพัฒนาการเรียนรู้มุ่งสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืน
หลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีได้เดินพบปะประชาชนที่มาให้การต้อนรับอย่างเป็นกันเอง พร้อมเยี่ยมชมการจัดนิทรรศการสินค้าโอทอปจังหวัดพิษณุโลกก่อนเดินทางกลับกรุงเทพ





