อธิบดีอัยการคดีอาญาเตรียมเสนอสำนวนคดียูฟัน ฯ ฉ้อโกงปชช. 6 ข้อหา ให้อัยการสูงสุดสั่งคดี หลังสมควรสั่งฟ้อง 164 ผู้ต้องหา
เมื่อเวลา 16.00 น.พล.ต.ท.สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วย ผบ.ตร.พร้อมคณะพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.)นำสำนวนคดีแชร์ลูกโซ่ บริษัท ยูฟันสโตร์ จำกัด 30แฟ้ม พร้อมความเห็นสมควรสั่งฟ้องผู้ต้องหา164คน มาส่งมอบให้กับ นายพรศักดิ์ ศรีณรงค์ อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญาเพื่อให้อัยการพิจารณาสั่งคดี พร้อมนำตัว นายนที ธีระโรจนพงษ์ นักเคลื่อนไหวทางการเมืองและผู้ต้องหาที่ได้รับการประกันในชั้นพนักงานสอบสวน รวม17คน มารายงานตัวต่ออัยการด้วย
ขณะที่นายพรศักดิ์ อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญากล่าวว่า เนื่องจากคดีนี้ เกี่ยวข้องกับความผิดเกิดขึ้นนอกราชอาณาจักร ดังนั้นจึงต้องเสนอสำนวนให้ นายตระกูล วินิจนัยภาค อัยการสูงสุด มีคำสั่งคดีด้วยตนเอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา20โดยการพิจารณาหากมีประเด็นในยังไม่สมบูรณ์ก็อาจจะมีการสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติม ขณะที่คาดว่าจะพิจารณาสำนวนได้ทันภายในกรอบระยะเวลาฝากขังผู้ต้องหา โดยคาดว่าภายในวันที่3ก.ค.นี้ที่จะครบกำหนดฝากขังผู้ต้องหาบางส่วนนั้น อัยการอาจจะมีคำสั่งได้ว่าจะสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องส่วนผู้ต้องหาทั้ง17รายขณะนี้ก็ได้อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในชั้นอัยการแล้ว เนื่องจากผู้ต้องหาทั้งหมดไม่มีพฤติการณ์หลบหนี โดยตีวงเงินประกัน 500,000 บาท เท่ากับหลักทรัพย์เดิมในชั้นสอบสวนสำหรับการร้องขอความเป็นธรรม ผู้ต้องหาสามารถยื่นได้ตามกฎหมาย โดยอัยการสูงสุดจะเป็นผู้พิจาณา แต่ถ้าประเด็นการร้องขอความเป็นธรรม ไม่ได้มีส่วนทำให้คดีเปลี่ยนแปลงก็คงไม่มีผลอะไร
ด้านนายนที ธีระโรจนพงษ์ นักเคลื่อนไหวทางการเมืองหนึ่งในผู้ต้องหา กล่าวว่า การประกันตัวก็ได้ใช้หลักทรัพย์เดิมเป็นเงินสด 500,000 บาทซึ่งอัยการให้ประกันตัวได้และนัดให้มารายงานตัวอีกครั้งในวันที่3 ก.ค.นี้ ส่วนเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศนั้นเป็นเงื่อนไขเดิมในชั้นสอบสวนอยู่แล้ว โดยตนพร้อมปฏิบัติตามและที่ผ่านมาก็ไม่เคยหลบหนีสำหรับการร้องขอความเป็นธรรมนั้น ตนได้เขียนหนังสือส่งแล้วตั้งแต่ชั้นสอบสวนถึงทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการทำสำนวนคดีว่า ตนไม่มีเจตนาในการกระทำผิดหลอกลวงฉ้อโกงใคร แต่ที่ถูกดึงเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดียูฟันเนื่องจากมีการนำแหวนและเครื่องประดับของตนไปแลกเปลี่ยนในระบบยูโทเคน ซึ่งในชั้นศาลตนจะแก้ต่างสู้คดีโดยพิสูจน์ว่าถูกหลอกลวงเหมือนกัน และไม่มีได้มีเจตนาฉ้อโกงประชาชน เป็นการกระทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์
ขณะที่พล.ต.ท.สุวิระ ผู้ช่วย ผบ.ตร. กล่าวว่าสำนวนคดี บริษัท ยูฟัน ฯ มีผู้ต้องหาทั้งสิ้น 164คน ประกอบด้วย บุคคล160ราย และเป็นนิติบุคคล4ราย ซึ่งพนักงานสอบสวน มีความเห็นสมควรสั่งฟ้องทั้งหมด ขณะที่สามารถติดตามตัวผู้ต้องหามาดำเนินคดีได้แล้ว30ราย โดยมีผู้ต้องหาที่ได้รับการประกันตัวในชั้นสอบสวนและอัยการ17ราย ส่วนอีก11ราย ไม่ได้รับการประกันตัวในชั้นฝากขัง และมีผู้ต้องหาที่ถูกอายัดตัว2ราย
พล.ต.ท.สุวิระ กล่าวอีกว่า คดีนี้มีพยานบุคคล พยานเอกสาร และพยานวัตถุเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีการแจ้งข้อกล่าวหาดำเนินคดีผู้ต้องหา 164 ราย รวม6ข้อหา ซึ่งผู้ต้องหาแต่ละคนจะทำสำนวนคดีแยกเป็นแฟ้มเพื่อยืนยันความอย่างไรบ้างโดยมีการแจ้งข้อหาแตกต่างกันไปตามพฤติการณ์ของผู้ต้องหาแต่ละราย
“ มั่นใจว่าสำนวนคดีมีหลักฐานแน่นหนาเพียงพอ ที่อัยการจะมีความเห็นสั่งฟ้องได้ ส่วนผู้ต้องหาที่เหลืออีกกว่า130คน มีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการติดตามตัวมาดำเนินคดีต่อไป และจะนำสำนวนคดีมาส่งมอบให้กับอัยการในภายหลัง ” พล.ต.ท.สุวิระ ผู้ช่วย ผบ.ตร. กล่าวและว่า ส่วนกลุ่มดารานักแสดง ที่พนักงานสอบสวนเรียกมาพบนั้น จากการสอบสวนพบว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด แต่ถูกแอบอ้างโดยมีการนำภาพถ่ายไปเผยแพร่ตามที่ต่างๆ เพื่อเป็นการชักชวนหลอกลวงผู้เสียหายให้มาร่วมสมัครสมาชิก จึงไม่ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหากับกลุ่มดารานักแสดงแต่อย่างใด เพียงแต่ทำการสอบปากคำไว้ในฐานะพยานเท่านั้นเพื่อยืนยันการกระทำความผิดของผู้ต้องหา ส่วนความผิดในคดียึดทรัพย์ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินฯ นั้น พนักงานสอบสวนจะดำเนินการควบคู่กันไป หากสำนวนคดีเสร็จสิ้นจะส่งให้อัยการพิจารณาต่อไป
สำหรับความผิดที่มีการสรุปไว้ในสำนวนมีทั้งสิ้น 6 ข้อหาประกอบด้วย 1.ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ตาม พ.ร.ก.กู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 5และ 12 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 5 - 10 ปี ปรับตั้งแต่ 500,000–1 ล้านบาท2.ฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 อัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ3.ฐานดำเนินธุรกิจไม่ตรงจุดประสงค์ในการขอจดทะเบียนชักชวนคนเข้าร่วมเครือข่ายและตกลงให้ผลตอบแทนจากการหาสมาชิก ตาม พ.ร.บ. ขายตรง และตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 มาตรา 19 และ 46 อัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 500,000 บาท
4.ฐานกำหนดหน่วยลงทุนคล้ายเงินอิเลคทรอนิกส์E moneyหรือE pointโดยไม่จดแจ้งกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)ตามประกาศ คณะปฎิวัติฉบับที่ 58 และประกาศกระทรวงการคลัง พ.ศ.2547 และ พ.ศ.2553 อัตราโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
5.ฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือ ข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 2550 อัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท และ 6.ฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 อัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 4 - 15 ปี ปรับตั้งแต่ 80,000–300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ





