“ไพบูลย์”ยันศอตช.ตรวจสอบทุจริตด้วยความรอบคอบ มั่นใจใช้ม.44 ย้ายผู้เกี่ยวข้องกับประเด็นไม่โปร่งใส ท้าพิสูจน์หากบริสุทธิ์จริงพร้อมคืนตำแหน่งภา
กระทรวงยุติธรรม - 26 มิ.ย.58 พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นประธานประชุมศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ ( ศอตช.)โดยในที่ประชุมได้สรุปผลการดำเนินการส่งรายชื่อข้าราชการที่ตรวจสอบพบว่าเกี่ยวข้องกับการทุจริตหรือปฏิบัติหน้าที่ไม่โปร่งใสให้นายกรัฐมนตรีใช้มาตรา 44 สั่งย้ายให้พ้นจากหน้าที่ระหว่างการสอบสวนความผิดทางวินัย เพื่อให้กรมสรรพกร และกรมเทคโนโลยีสารสนเทศ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) 2 หน่วยงาน ที่เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของศอตช.ได้รับทราบถึงแนวทางการปฏิบัติงาน
พล.อ.ไพบูลย์กล่าวถึงการใช้มาตรา44โยกย้ายข้าราชการ71รายชื่อ วานนี้ (25มิ.ย.) ว่าขอให้มั่นใจว่าทุกรายชื่อที่เสนอใช้คำสั่งคสช. ผ่านการพิจารณาตรวจสอบอย่างรอบคอบแล้วว่ามีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับการทุจริตหรือการปฏิบัติงานไม่โปร่งใส ซึ่งตนไม่เคยระบุว่าใครเป็นคนผิดหรือถูก เพราะการตัดสินผิดถูกเป็นหน้าที่ของศาล แต่ผู้ที่มีรายชื่อเหล่านี้ที่มีหน้าที่เป็นผู้บริหาร ซึ่งผู้บังคับบัญชาต้องรับทั้งผิดและชอบ จะเลือกรับแต่ความชอบไม่ได้ ตนไม่เคยระบุว่าใครทำอะไร แต่ขอให้กลับไปทบทวนจากความผิดพลาดที่เกิดขึ้นว่า. ในฐานะผู้บังคับบัญชาต้องรับผิดชอบอย่างไร
ส่วนกรณีที่นพ.วินัยสวัสดิวรเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) นัดแถลงกรณีถูกคำสั่งคสช. นั้น พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า หากผู้ถูกโยกย้ายตามมาตรา. 44 ต้องการจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ก็สามารถทำได้การใช้วิธีทางปกครองโยกย้ายยังไม่ได้เป็นการบอกว่าผิดแต่ศอตช.มีหน้าที่ตรวจทุจริต เมื่อพบความเชื่อมโยงก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอนอย่างไรก็ตามหากผู้เสียหายเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมก็สามารถทำหนังสือร้องขอความเป็นธรรมมายังตน ในฐานะประธานศอตช. ได้โดยตรงซึ่งการพิสูจน์ความบริสุทธ์สามารถทำได้ 2 แบบ จะเลือกนำข้อมูลทั้งของผู้ถูกโยกย้ายกับศอตช. มาพิสูจน์ข้อเท็จจริงกันอย่างเปิดเผยต่อหน้าสื่อมวลชน หรือจะนำข้อมูลมาพบเจ้าหน้าที่ แล้วปิดห้องให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ทั้งนี้ หากพิสูจน์แล้วไม่เกี่ยวข้องก็มีขั้นตอนการคืนความเป็นธรรมโดยจะเสนอนายกรัฐมนตรี ให้พิจารณาดำเนินการได้ทันที คืนตำแหน่งให้ภายใน 1-2 วันก็ได้
พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวอีกว่าในการประชุมวันนี้ ศอตช. ยังไม่ได้พิจารณารายชื่อข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต ในล็อตที่3ซึ่งต้องอาศัยการรวบรวมพยานหลักฐานมาพิจารณาร่วมกัน โดยศอตช. ใช้มาตรการทางปกครอง ในการโยกย้าย และต่อไปจะใช้มาตรการทางทรัพย์สินและมาตรการทางภาษีอากรเป็นกลไกการป้องกันและปราบปรามการทุจริตนอกจากนี้จะพัฒนาระบบการเชื่อมโยงข้อมูลทางเทคโนโลยีเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างหน่วยงานร่วมกัน




