(รายงาน) พี่น้อง2ป.! 'ประวิตร-ประยุทธ์' คิดต่างยังไงก็ 'ข้าบดินทร์'
เอ่ยคำว่า “ขัดแย้ง” ผู้นำรัฐบาลที่มาจากกองทัพ อาจไม่สบอารมณ์ ทั้งที่ในทางทฤษฎีแห่งวิภาษวิธีชี้ว่า ภายในสรรพสิ่งใดๆ ล้วนแต่มีลักษณะขัดแย้ง ความแตกต่างก็คือความขัดแย้ง ที่ผลักดันให้สรรพสิ่งเคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงไป
ระยะหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกอาการฉุนเฉียวบ่อยครั้ง เมื่อถูกนักข่าวซักถามเรื่อง “ต่ออายุ” โรด แมพสู่การเลือกตั้ง ได้สะท้อนถึงลักษณะขัดแย้งภายในใจผู้นำ และภายใน “คณะนำ” ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
ยิ่งโรดแมพการคืนสู่ประชาธิปไตยได้เข้าสู่ระยะที่ 2 พล.อ.ประยุทธ์ ก็ยิ่งถูกกดดันเรื่อง “อายุ” การทำงานของรัฐบาลและ คสช.
บทเรียนจากอดีต มีไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา อย่างกรณีจอมพลถนอม กิตติขจร กับจอมพลประภาส จารุเสถียร ที่ พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา แม่ทัพบกสมัยนั้น ฉวยจังหวะจากเหตุการณ์การเดินขบวนใหญ่ของนักศึกษาและนักเรียน ก่อการยึดอำนาจเงียบ
ทั้งที่จอมพลถนอม จอมพลประภาส และ พล.อ.กฤษณ์ เติบโตมาด้วยกันใน “กลุ่มสี่เสาเทเวศร์” ของจอมพลสฤษดิ์ สุดท้ายพวกเขาก็แตกหักกันเอง เมื่อ “สองจอมพล” จะดัน พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร ให้เป็นใหญ่ในกองทัพ
หรือกรณีของ “สภารักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ” (รสช.) ที่ยึดอำนาจเมื่อปี 2534 และจุดเริ่มต้นของบทอวสานของนายทหารกลุ่มนั้น ก็คือ ความทะเยอทะยานทางการเมืองของ พล.อ.สุจินดา คราประยูร กับ พล.อ.อ.เกษตร โรจนนิล ซึ่งร่วมทำรัฐประหารมาด้วยกัน
พล.อ.สุจินดา มิคิดหวังที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ พล.อ.อ.เกษตร กลับคิดการใหญ่ ไปจัดตั้งพรรคการเมือง และหวังลึกๆว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี อันนำไปสู่การเกิดข้อขัดแย้งภายในกลุ่มอำนาจ รสช. จนในที่สุด พล.อ.สุจินดา ยอมเสียสัตย์เป็นนายกรัฐมนตรี
มาถึง พ.ศ.นี้ สื่อทุกสำนักต่างจับจ้องไปที่บทบาทของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องที่ก้าวตามกันมาจาก “กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์” (พล.ร.2 รอ.) หรือที่สื่อเรียกขานกันว่า “บูรพาพยัคฆ์”
ย้อนไปสมัยที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตัดสินใจเลือก พล.อ.ประวิตร เป็นผู้บัญชาการทหารบกคนที่ 34 จึงเป็นโอกาสที่ “พี่ใหญ่” พล.อ.ประวิตร ได้จัดวาง “น้องรอง” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา มาเข้าคิวที่กองทัพภาคที่่ 1 และหลังรัฐประหาร 2549 พล.อ.อนุพงษ์ ก็ได้เป็นผู้บัญชาการทหารบก
เหมือนฟ้าชะตากำหนดให้ พล.อ.ประวิตร ผลักดันน้องๆ จากกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ร.21 รอ.) หรือหน่วยลูกของ พล.ร.2 รอ. เป็นผู้บัญชาการทหารบกได้ถึง 3 คน คือ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร
สำหรับตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก คนที่ 39 กลายเป็นประเด็นร้อน ใครจะเป็นมาเป็นแม่ทัพบกสืบต่อจาก พล.อ.อุดมเดช
ตอนนี้ มีคู่แคนดิเดตคือ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ผู้ช่วย ผบ.ทบ. กับ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้ช่วย ผบ.ทบ.
“พล.อ.ปรีชา” เป็นน้องชาย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขณะที่ “พล.อ.ธีรชัย” เป็นน้องรัก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ โดยร่ำลือกันว่า พล.อ.ประยุทธ์ อยากให้น้องชาย เป็นผู้บัญชาการทหารบก เพื่อเป็นฐานทางความมั่นคง
ส่วน พล.อ.ประวิตร ก็ต้องการให้ พล.อ.ธีรชัย น้องรักจากบูรพายัคฆ์เป็นผู้บัญชาการทหารบก จึงน่าจับตาดูว่า สุดท้ายแม่ทัพบกคนใหม่ จะลงเอยที่ “น้องชาย” หรือ “น้องรัก”
นอกจากประเด็นโยกย้ายนายทหารประจำปี ก็ยังเรื่อง “ปรับคณะรัฐมนตรี” ที่เผยให้เห็นภาพความขัดแย้งระหว่างพี่น้อง
รายงานข่าวเปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ มีความชื่นชอบการทำงานของ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และอยากปรับเปลี่ยน “ทีมรัฐมนตรีเศรษฐกิจ” แต่ก็ขยับยาก เมื่อ พล.อ.ประวิตร ยังให้การสนับสนุน ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี และชาวคณะ
ดังที่รูักัน พล.อ.ประวิตร เป็น “มิสเตอร์คอนเนกชั่น” ที่มีความสัมพันธ์กับ “นักเลือกตั้ง” ทุกสีทุกสาย
ที่สำคัญ พล.อ.ประวิตร เป็นเพื่อนรักกับ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร มาตั้งแต่เรียนอยู่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล และทั้งคู่ได้ร่วมกันก่อตั้ง “มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด” จนกลายเป็น “ป่ารอยต่อคอนเนกชั่น” อันลือเลื่องหลังการทำรัฐประหาร 22 พ.ค.2557
นี่เป็นเพียงหนังตัวอย่างของ “ความแตกต่าง” ในสองประเด็นร้อน กรณี “แม่ทัพบกคนใหม่” กับ “การปรับคณะรัฐมนตรี” ที่พี่ใหญ่-พล.อ.ประวิตร กับน้องเล็ก-พล.อ.ประยุทธ์ มีมุมมองที่ต่างกัน
ความแตกต่างจะพัฒนาไปสู่การไม่ประนีประนอมกันหรือไม่? ก็ต้องมองว่า โรดแมพของ คสช.จะถูกขยายออกไปมากน้อยแค่ไหน
สำหรับกรณี “สามพี่น้องแห่งบูรพาพยัคฆ์” ประวัติศาสตร์อาจไม่ซ้ำรอย “กลุ่มสี่เสาเทวศร์” หรือ “รุ่นพี่ จปร.5” เพราะพวกเขาเข้ามาสู่ “อำนาจ” ในสถานการณ์พิเศษ หรือห้วงเวลาการเปลี่ยนผ่านอันสำคัญยิ่ง
.....
รุกในถอย : “ปู” ฉลองวันเกิด
การศึกมิหน่ายเล่ห์ฉันใด การเคลื่อนไหวของอดีตนายกรัฐมนตรีหญิง ก็มิเคย “หยุดนิ่ง” ฉันนั้น ตอนสายวันอาทิตย์ที่ 21 มิ.ย. 2558 ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ปรากฏตัวที่วัดแสนสุข เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร เพื่อจัดงานทำบุญครบรอบวันเกิด 48 ปี ท่ามกลางอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย และประชาชน ที่ทะยอยเดินทางมาร่วมให้กำลังใจ เป็นจำนวนมาก
ทำไมต้องเลือกวัดแสนสุข เป็นสถานที่จัดงานทำบุญวันเกิด? คำถามนี้ ไม่มีใครตอบได้ นอกทีมงานของอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ที่ซุ่มเงียบเตรียมการจัดงาน โดยมีฝ่ายความมั่นคง เฝ้าจับตามองใกล้ชิด
สำหรับ “วัดแสนสุข” เป็นวัดใหญ่ตั้งอยู่ในเขตมีนบุรี ด้านหนึ่งของวัดติดคลองแสนแสบ มีศาลาท่าน้ำสำหรับพักผ่อน
วัดแสนสุขนั้น เดิมเป็นวัดโบราณ สันนิษฐานกันว่าสร้างในสมัยกรุงธนบุรี ไม่ทราบนาม และประวัติผู้สร้างแต่อย่างใด เข้าใจว่าชาวบ้านได้ร่วมกันสร้างขึ้น เพื่อเป็นวัดประจำเมืองมีนบุรีแล้วขนานนามวัดว่า “วัดแสนแสบ” เพราะตั้งอยู่ริมคลองแสนแสบ ต่อมาในปี 2487 ได้เปลี่ยนนามวัดใหม่ จากวัดแสนแสบเป็นวัดแสนสุข
จาก “แสนแสบ” เป็น “แสนสุข” ชื่อวัดนี้มีความหมายอย่างยิ่งต่อชะตากรรมของอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ในยามที่กำลังเผชิญวิบากแห่งคดีจำนำข้าว
โดยก่อนหน้าวันเกิด 1 วัน “ครอบครัวชินวัตร” ได้ร่วมกันจัดงานเลี้ยงฉลองวันคล้ายวันเกิดครบ 48 ปี แบบส่วนตัวให้กับยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งมีพี่น้อง และลูกหลานมาร่วมอวยพรกันอบอุ่น
นอกจากนั้น ที่โรงแรมเซ็นทารา วอเตอร์เกท พาวิลเลียน ได้มีการจัดเลี้ยงวันคล้ายวันเกิด ครบรอบ 48 ปี ของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยมีอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช.มาร่วมงานกันคึกคัก
ปิดท้ายงานเลี้ยง อดีต ส.ส.หญิง พรรคเพื่อไทย ร่วมกัน ร้องเพลง “เธอผู้ไม่แพ้” ของเบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์
การจัดงานวันเกิดของยิ่งลักษณ์ จะมองว่าเป็นเรื่องปกติก็ได้ แต่ที่แน่ๆ อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ มิหยุดนิ่งรอคอยความแพ้พ่ายในชะตากรรม หากดำเนินกุศโลบายทุกอย่างภายใต้เงื่อนไขทางการเมืองอันจำกัด
งานทำบุญวันเกิดในวันอาทิตย์ จึงอยู่ในวิถีแห่งยุทธศาสตร์ “ถอยในรุก” หรือ “หยุดนิ่งในความเคลื่อนไหว” ของครอบครัวชินวัตร





