ศปป.เรียกนักกาีเมืองหารือวันที่ 2 "ถาวร"เสนอแนวทางปฏิรูปประเทศ 6 ข้อ ค้านตั้งสภาขับเคลื่อนฯ
พล.ท.บุญธรรม โอริส รองผู้อำนวยการศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เชิญนักการเมือง อาทิ นายถาวร เสนเนียม แกนนำกปปส. นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรมว.พลังงานและคณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย เข้าพูดคุยหารือเพื่อขอความเห็นและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อการปฎิรูปและการปรองดองของประเทศ โดยนายถาวรได้เดินทางมาถึงเป็นคนแรกตั้งแต่เวลาประมาณ 08.30 น.แต่ไม่ได้ให้สัมภาษณ์แต่อย่างใด
จากนั้นเวลา 10.20 น. นายถาวร ได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังการหารือว่า ตนได้เสนอข้อเสนอในการปฎิรูปประเทศโดยมีสาระสำคัญ 6 ข้อคือ การลดความเหลื่อมล้ำในสังคม โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาความยากจน การที่รัฐบาลออกกฎหมายเก็บภาษีที่ดินก็ขอให้เดินหน้าต่อไป การปฏิรูปกระจายอำนาจ ให้รัฐบาลเร่งกระจายอำนาจจังหวัดใดพร้อมให้ดำเนินการได้ทันที การปฏิรูปปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน โดยแก้ไขกฎหมายให้ประชาชนที่เป็นผู้เสียหายจากการทำทุจริตสามารถฟ้องร้องเองได้โดยคดีต้องไม่หมดอายุความ การปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดิน การปฏิรูปการเมือง โดยมีบทบัญญัติในพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ให้จำกัดเพดานเงินบริจาคบำรุงพรรคการเมืองของสมาชิกพรรคและบุคคลทั่วไป ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับผิดชอบในการเผยแพร่อุดมการณ์การต่อสู้กับการกระทำผิดกฎหมาย ให้ยุบพรรคการเมืองได้หากมีการกระทำความผิดร้ายแรง และการปฏิรูปตำรวจที่ต้องแยกอำนาจพนักงานสอบสวนออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทั้งนี้ ไม่อยากให้รัฐบาลเชื่อข้อมูลจากศูนย์ดำรงธรรมมากนัก ควรตั้งบุคคลมารับฟัง ให้ฝ่ายเสนาธิการเป็นพนักงานสัก 100 คน เพื่อรับฟังทุกข์สุขของพี่น้อง
นายถาวร กล่าวอีกว่า สำหรับการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญนั้น ขอให้รัฐบาลกล้าที่จะปฎิรูปให้สำเร็จด้วยตนเอง เดินหน้าทำประชามติหากรัฐบาลจะอยู่ในอำนาจต่อเกินกว่าเวลาในโรดแม็พ ซึ่งไม่ใช่เรื่องเสียหาย เพราะถ้าอยู่สั้นแล้วปฎิรูปสำเร็จจะได้รับคำชื่นชม ถ้าหากอยู่ยาวแต่ปฎิรูปสำเร็จก็อาจได้รับคำชื่นชม แต่น้อยลง ตนขอให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี การปฎิรูปตามโรดแม็พหากจะขยายเวลาไปบ้างสามารถทำได้ ส่วนการตั้งสภาขับเคลื่อนการปฎิรูปประเทศขอให้รัฐบาลทบทวน เพราะส่วนตัวไม่เห็นด้วยและรู้สึกกังวลที่จะให้คน 200 คนมาทำหน้าที่ปฎิรูปประเทศ ทั้งนี้เมื่อรัฐบาลเริ่มปฏิรูปมากับมือเอง รัฐบาลต้องรับผิดชอบทำต่อเพื่อให้ประชาชนเห็นด้วยว่ารัฐบาลมีความตั้งใจ อาจจะมีกระแสต่อต้านบ้างจากผู้ที่ไม่เห็นด้วย แต่ถ้ารัฐบาลตั้งใจเชื่อว่าจะไม่เป็นปัญหา ส่วนจะมีใครมองว่าเป็นการอยู่สืบทอดอำนาจหรือไม่นั้น ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินเอง





