วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ผู้พิพากษา' หวั่นการเมืองแทรก ค้านสัดส่วน 'ก.ต.คนนอก'

(รายงาน) "ผู้พิพากษา" หวั่นการเมืองแทรก ค้านสัดส่วน "ก.ต.คนนอก"

ความพยายามในการร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อสอดแทรกเพิ่มสัดส่วนคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม(ก.ต.) ที่มาจากฝ่ายการเมือง และการอุทธรณ์โทษวินัยให้สามารถอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ได้นำมาซึ่งผู้พิพากษาจำนวน 1,380 คน ประกอบด้วยผู้พิพากษาศาลฎีกา 203 คน, ศาลอุทธรณ์และอุทธรณ์ภาค 506 คน และศาลชั้นต้น 671 คน

โดยมีผู้บริหารระดับสูงทั้ง 3 ชั้นศาล ระดับรองประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น และผู้พิพากษาหัวหน้าศาลต่าง ๆ ทำจดหมายเปิดผนึกยื่นต่อ นายภัทรศักดิ์ วรรณแสง เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เพื่อส่งมอบไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ประกอบการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ


นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ตัวแทนผู้พิพากษา 1,380 คน กล่าวถึงเหตุผลในการคัดค้านประเด็นดังกล่าว เนื่องจากจะเป็นการลดทอนความน่าเชื่อถือของ ก.ต. และหากศาลถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง ประชาชนที่มีคดีความเข้าสู่ศาลก็จะไม่ได้รับความเป็นธรรม ดังนั้นอยากให้คณะกรรมธิการ(กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญชี้แจงเหตุผล และความจำเป็นในการเพิ่มสัดส่วน ก.ต.คนนอกที่มาจากการเมืองว่าจะแก้ปัญหาอะไร และหากแก้ไขแล้วจะประโยชน์แก่ประชาชนอย่างไร


นายศรีอัมพร ยังกล่าวถึงอดีตที่เคยเกิดวิกฤติตุลาการด้วยว่า เมื่อปี 2535 เกิดวิกฤติตุลาการ เนื่องมาจากนักการเมืองฝ่ายรัฐบาล เข้ามาแทรกแซงการแต่งตั้งประธานศาลฎีกา และก่อนหน้านั้นยังมีความพยายามออกกฎหมายเพื่อให้นักการเมืองเข้ามามีอำนาจในการแต่งตั้งโยกย้ายผู้พิพากษาหลายครั้ง กระทั่งรัฐธรรมนูญ ปี 2540 ได้เสนอให้แยกศาล ออกจากกระทรวงยุติธรรม และมีการแก้ไขสัดส่วนของ ก.ต.โดยฝ่ายศาลไม่ต้องการให้มี ก.ต.มาจากบุคคลภายนอก ที่ไม่ใช่ผู้พิพากษา


แต่นักวิชาการด้านกฎหมายเห็นว่า ศาลยุติธรรมเป็นองค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตย ควรมีความยึดโยงกับประชาชน จึงกำหนดให้วุฒิสภาสรรหาบุคคลที่เหมาะสม 2 คน ร่วมเป็น ก.ต. โดยรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ก็ใช้หลักการเดียวกันจนมาถึงปัจจุบัน ก็ไม่เคยมีปัญหาอะไร


ส่วนที่อ้างว่าเพื่อให้องค์ประกอบ ก.ต.ของศาลยุติธรรม เหมือนกับ คณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง หรือ ก.ศป.ของศาลปกครองนั้น องค์ประกอบของสองศาลแตกต่างกัน เนื่องจากในการก่อตั้งศาลปกครองนำแบบอย่างมาจากต่างประเทศโดยยินยอมให้ตัวแทนของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เข้ามาเป็น ก.ศป.


ทั้งนี้ หาก กมธ.ยกร่าง ฯ ยังยืนยันตามความเห็นเดิมที่จะให้มีสัดส่วนคนนอก เพิ่มเข้ามาใน ก.ต.จะทำให้เกิดวิกฤติตุลาการหรือไม่ นายศรีอัมพร กล่าวว่า วิกฤติจะเกิดขึ้นเมื่อฝ่ายการเมืองเข้ามาใช้อิทธิพลแทรกแซงการแต่งตั้ง


“เราก็ต้องอยู่ภายในรัฐธรรมนูญ ถ้าหากรัฐธรรมนูญออกแบบมาไม่ดี ทำให้เกิดผลเสีย เราก็ต้องออกมาบอกประชาชน ผู้พิพากษาที่ออกมาเคลื่อนไหวไม่ใช่เพื่อต้องการล้มรัฐธรรมนูญ และไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เป็นเสียงสะท้อนให้รัฐธรรมนูญออกมาเป็นฉบับที่ดี เพื่อให้เป็นธรรมและที่พึ่งแก่ประชาชนได้” นายศรีอัมพร ระบุ


ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา กล่าวอีกว่า หากยอมให้คนนอกเข้ามาได้ 1 เสียง ต่อไปก็ต้องมีเพิ่มเป็น 2-3 เสียง อะไรก็ตามที่เสี่ยงต่อการถูกแทรกแซง เราก็ไม่เห็นด้วย สัดส่วน ก.ต. 2 คนที่มาจากวุฒิสภาก็เพียงพอแล้ว ขณะที่ควรจะไปปฏิรูปหน่วยงานยุติธรรมอื่นที่มีปัญหามากกว่าจะมาปฏิรูปศาลยุติธรรมที่ไม่ได้มีปัญหาอะไร


ขณะนายสมชาติ ธัญญาวินิชกุล ผู้พิพากษาศาลฎีกา กล่าวว่า ศาลยุติธรรม แยกออกมาจากกระทรวงยุติธรรม ตามรัฐธรรมนูญ ปี 2540 เพื่อไม่ต้องการให้ฝ่ายการเมือง ใช้อำนาจก้าวก่ายแทรกแซงความเป็นอิสระของผู้พิพากษาในการทำหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดี แล้วเหตุใดจึงคิดเพิ่มตัวแทนนักการเมืองให้เข้ามามีบทบาทในการแต่งตั้งโยกย้ายและลงโทษผู้พิพากษา


“อย่างนี้เรียกว่า ปรับเปลี่ยนเพื่อให้นักการเมืองมีโอกาสแทรกแซงศาลมากขึ้น เป็นการลดทอนความเป็นอิสระของศาล ถือว่าเป็นการปฎิรูปแบบถอยหลังเข้าคลอง สัดส่วนเดิมของ ก.ต.ที่มาจากการสรรหาวุฒิสภา 2 คนก็มากเกินพอแล้ว เพราะขนาดนายเมธี ครองแก้ว ปัจจุบันเป็น ก.ต.สัดส่วนผู้ทรงคุณวุฒิจากวุฒิสภา ก็ยังมีความเห็นว่าสัดส่วน ก.ต.จากคนนอกแค่ 2 คนนั้นมีความเหมาะสมเพียงพอแล้ว"


นายสมชาติ กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นว่าไม่ควรมี ก.ต.ที่มาจากฝ่ายการเมืองเลยด้วยซ้ำไป เพื่อที่ศาลจะปลอดการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง และสามารให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชนโดยไม่ต้องมีใครมากดดัน และวุฒิสภาบางยุค บางสมัยก็ไม่มีความเป็นกลางทางการเมือง ยิ่งเพิ่มตัวแทนฝ่ายการเมืองเข้ามาในก.ต.เท่าใด ก็เสี่ยงต่อการแทรกแซงศาลมากขึ้นเท่านั้น


นายสมชาติ ตั้งข้อสังเกตว่า เดิมที่ร่างรัฐธรรมนูญ กำหนดให้มี ก.ต.มาจากบุคคลภายนอกไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของ ก.ต.ที่เป็นผู้พิพากษา ทำให้สงสัยว่ามีคนต้องการให้ฝ่ายการเมืองมีโอกาสเข้ามาแทรกแซงศาลยุติธรรมหรือไม่ เพราะคำว่าไม่น้อยกว่า 1ใน 3 ย่อมหมายถึงว่าจะให้มี ก.ต.จากภายนอกมากว่าครึ่งหนึ่งของ ก.ต.ทั้งหมดก็ได้


จึงอยากทราบว่าเป็นความคิดริเริ่มของ กมธ.ยกร่าง คนใด และเหตุใด กมธ.ยกร่าง อื่นจึงไม่ทักท้วง ถ้าผู้พิพากษาเป็นเช่นเดียวกับข้าราชการฝ่ายอื่นที่ต้องฟังคำสั่งนักการเมืองแล้ว ประชาชนซึ่งมีคดีความในศาลจะได้รับความเป็นธรรมได้อย่างไร และการที่ กมธ.ยกร่าง แก้ไขเสนอประเด็นที่มา ก.ต.ให้มาจาก ครม. 1 คน แล้วยังมีแนวคิดเสนอให้สามารถอุทธรณ์คำสั่งลงโทษวินัย ของ ก.ต. ต่อ ศาลฎีกาได้อีกเป็นการดิสเครดิตของศาลของยุติธรรมหรือไม่ เพราะผู้พิพากษาทราบดีกว่า ก.ต.เป็นองค์กรบริหารสูงสุดของศาล ที่มีประธานศาลฎีกานั่งเป็นประธานก.ต.อยู่แล้ว