วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เปิดรายงาน5วาระปฏิรูปการเมืองสปช.

เปิดรายงาน 5 วาระปฏิรูปการเมือง สปช. หนุนใช้ระบบ MMP ในการเลือกตั้ง-ยุบรวมกสม.-ผู้ตรวจการแผ่นดิน

ผู้สื่อข่าวรายงานถึงการประชุมสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาต (สปช.) ในวันที่ 15 มิ.ย. มีวาระพิจารณาวาระปฏิรูปที่สำคัญ คือรายงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปการเมือง สปช. ที่มีนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ สปช. เป็นประธาน กมธ.ฯ จำนวน 5 วาระปฏิรูป ได้แก่ 1.การปฏิรูปการจัดตั้งสมัชชาพลเมือง 2.การปฏิรูปพรรคการเมืองไม่เป็นของนายทุน 3.การปฏิรูปการคัดเลือกคนดีเข้าสู่สภา 4.การปฏิรูปโครงสร้างองค์กรอิสระ และ 5.การปฏิรูปการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน 

โดยมีรายละเอียดที่สำคัญดังต่อไปนี้ 1.การปฏิรูปการจัดตั้งสมัชชาพลเมือง ควรกำหนดให้มีจำนวน 250 คน และมีโครงสร้างในระดับตำบล, ระดับจังหวัดและระดับชาติ โดยสมัชชาพลเมืองระดับตำบลมีที่มาจากการคัดเลือกกันเองของบุคคลที่มีจิตอาสาเข้ามาทำหน้าที่, สมัชชาพลเมืองระดับจังหวัดมาจากการคัดเลือกสมาชิกสมัชชาตำบลๆ ละ 1 คนมาทำหน้าที่ ขณะที่สมัชชาพลเมืองระดับประเทศ กำหนดให้มีจำนวนไม่เกิน 250 คน ประกอบด้วย ผู้แทนองค์กรตามรัฐธรรมนูญ อาทิ คณะกรรมการประเมินผลแห่ชาติ, ผู้แทนสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ, ผู้แทนสภาพัฒนาการเมือง จำนวน 68 คน มาจากสมัชชาระดับจังหวัดๆ ละ 1 คน รวมเป็น 77 คน และมาจากสมัชชาพลเมืองเชิงประเด็น 11 ด้านๆ ละ 10 คน รวมเป็น 110 คน มีหน้าที่ส่งเสริมให้พลเมืองมีสิทธิรับรู้แสดงความเห็น, ให้คำปรึกษา, เสนอแนะต่อรัฐสภาและรัฐมนตรีต่อปัญหาที่เกี่ยวข้อง อาทิ การเมือง, เศรษฐกิจ ปีละไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง รวมถึงมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายสาธารณะ, การบริหารราชการแผ่นดิน 

2.การปฏิรูปพรรคการเมืองไม่เป็นของนายทุน เพื่อให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมือง, ป้องกันการซื้อสิทธิขายเสียง โดยในส่วนการบริหารพรรค ต้องกำหนดให้ผู้บริหาร และคณะกรรมการบริหารพรรคต้องเป็นผู้ที่สมัครเป็นสมาชิกพรรคมาแล้ว 1 ปี และมาจากการเลือกตั้งจากสมาชิกพรรค, ผู้สมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคต้องผ่านการเลือกตั้งขั้นต้นของสมาชิกพรรคในพื้นที่ (ไพรมารี่โหวต) และเป็นผู้มีอายุไม่ต่ำกว่า 30 ปี สำหรับการยุบพรรคสามารถทำได้ แต่ต้องเป็นเฉพาะกรณีที่ทำผิดร้ายแรงต่อสถาบันพระมหากษัตริย์, ล้มล้างการปกครองประชาธิปไตย ความมั่นคง และผลประโยชน์แห่งชาติ ซึ่งศาลยุติธรรมมีคำพิพากษา ส่วนการสนับสนุนเงินทุนให้รัฐสนับสนุนด้วยงบประมาณายจ่ายของแผ่นดิน โดยคำนึงถึงความจำเป็น อาทิ กรณีการเลือกตั้ง ต้องสนับสนุนทำป้ายหาเสียง, สถานที่ติดป้ายหาเสียงและสื่อประชาสัมพันธ์พรรคการเมือง, กรณีการบริหารพรรค อาทิ การจัดตั้งและการขยายสาขา และเปิดให้เอกชนบริจาคเงินให้พรรคได้ตามความประสงค์ และอย่างเปิดเผย 

3.การปฏิรูปการคัดเลือกคนดีเข้าสู่สภา โดยใช้การคัดเลือกแบบไพรมารี่โหวต และคุณสมบัติผู้สมัครส.ส.ต้องกำหนดให้มาจากกลุ่มวิชาชีพ, ชาติพันธุ์ที่หลากหลาย และห้ามบุคคลที่เคยถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง, เคยถูกสั่งว่าเป็นผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประมวลจริยธรรม, เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุก แม้จะรอการลงโทษ เว้นแต่รอลงโทษความผิดโดยประมาท, ความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท และผู้ที่เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายว่ากระทำทุจริต ประพฤติมิชอบ หรือทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตเที่ยงธรรมเข้าสมัครรับเลือกตั้ง รวมถึงแก้ระบบอุปถัมภ์ในพรรคการเมือง อาทิ ห้ามบุคคลหรือคนที่เกี่ยวข้องกับบุคคล คณะบุคคล หรือนิติบุคคลที่ทำบุญหรือบริจาคเงินในพื้นที่ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้ง ก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 1 ปีลงสมัครรับเลือกตั้ง กรณียุบสภาห้ามไม่ให้กระทำการบริจาคหรือทำบุญในพื้นที่นับแต่วันที่มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาเพื่อป้องกันการซื้อเสียงล่วงหน้า, กำหนดมาตราการให้บุคคลที่ประสงค์จะลงสมัครรับเลือกตั้งต้องขึ้นทะเบียนเพื่อแสดงตัวต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อนการเลือกตั้ง 1 ปี หรือหลังการยุบสภา ภายใน 7 วัน และต้องเข้าร่วมการอบรมหน้าที่พลเมืองตามที่กกต.กำหนด 

ขณะที่ระบบการเลือกตั้ง ต้องนำการเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม (MMP) มาใช้เพื่อให้ทุกคะแนนเสียงมีความหมาย โดยใช้กับการเลือกตั้งส.ส.ที่สังกัดพรรคการเมือง นอกจากนั้นต้องปรับสัดส่วนส.ส.แบบแบ่งเขตให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมทางการเมืองของประเทศไทย ที่เมื่อประชาชนเดือดร้อนจะขอความช่วยเหลือจาก ส.ส.เขตมากกว่าส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ส่วนการทำหน้าที่ของ กกต. ต้องปรับในการควบคุมการหาเสียงเลือกตั้ง ทั้งการหาเสียงล่วงหน้า, การนำเสนอนโยบาย ขณะที่กกต. ประจำจังหวัด ต้องปรับที่มาโดยให้สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติเป็นผู้สรรหา  

4.การปฏิรูปโครงสร้างองค์กรอิสระ ได้แก่ กกต., คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.), คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ต้องปรับในประเด็นการถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง โดยปรับกรรมการสรรหากรรมการองค์กรอิสระให้มาจากภาคประชาชน, ผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง และลดกรรมการที่มาจากฝ่ายการเมือง ขณะที่การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานต้องเพิ่มงบประมาณให้เหมาะสม สร้างกลไกหรือกฎหมายที่เอื้อต่อการปฏิบัติงานและเปิดให้ภาคประชาชนเข้าไปตรวจสอบการทำงาน ขณะที่ผู้ตรวจการแผ่นดินและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ข้อเสนการปฏิรูปคือการควบรวมองค์กร และ 5.การปฏิรูปการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ด้วยการยกร่างกฎหมาย อาทิ กฎหมายข้อมูลข่าวสารสาธารณะ, กฎหมายว่าด้วยการมีส่วนร่วมทางการเมือง กิจการบ้านเมืองและการบริหารราชการแผ่นดิน, กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิการมีส่วนร่วม เพื่อสร้างหลักประกันของการมีส่วนร่วมของประชาชน