วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ศาลฎีกายืนยกฟ้อง'เทพไท' ไม่ผิดหมิ่น'ปลอดประสพ'

ศาลฎีกาพิพากษายืนยกฟ้อง"เทพไท" อดีต ส.ส. ปชป.ไม่ผิดหมิ่น"ปลอดประสพ"ให้สัมภาษณ์เป็นคนระบอบทักษิณ

ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีหมายเลขดำ อ.858/2553 ที่นายปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตรมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตโฆษกประจำตัวนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 , 328 และ 332 กรณีเมื่อวันที่ 18 – 21 ก.พ.53 นายเทพไท ให้สัมภาษณ์ทำนองว่า นายปลอดประสพ เป็นคนในระบอบทักษิณ และเป็นพวกล้มเจ้า

โดยศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 ส.ค.54 ให้ยกฟ้อง เนื่องจากเห็นว่า ที่จำเลยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน เป็นเชิงตั้งคำถามว่า โจทก์เป็นคนในระบอบทักษิณเป็นพวกล้มเจ้าจริงหรือไม่ ซึ่งโจทก์เป็นนักการเมืองย่อมอยู่ในฐานะถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ โดยการกระทำของจำเลยไม่ได้ยืนยันข้อเท็จจริง จึงเป็นการติชมด้วยความเป็นธรรม ตาม ม. 329 ( 1 ) ไม่ถือเป็นการหมิ่นประมาท

ขณะที่ศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 ธ.ค.56 ให้ยกฟ้องเช่นกัน เนื่องจากคำให้สัมภาษณ์ของจำเลย เป็นการแสดงความคิดเห็นเชิงตั้งคำถามต่อโจทก์ว่ากระบวนการล้มเจ้ามีจริงหรือไม่ โดยมีมูลเหตุมาจากคำให้สัมภาษณ์ของโจทก์ ไม่ใช่การใส่ร้าย แต่เป็นการติชมโดยสุจริตเป็นธรรม จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท ต่อมาโจทก์ยื่นฎีกา ขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลย

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว เห็นเช่นกันว่า คำสัมภาษณ์จำเลยเป็นลักษณะตั้งคำถาม หรือวิพากษ์วิจารณ์ อันเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรม ยังไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย พิพากษายืน

ภายหลัง นายเทพไท กล่าวว่า คดีนี้ศาลฎีกายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ซึ่งเห็นว่าได้ทำหน้าที่วิพากษ์วิจารณ์การให้สัมภาษณ์ของนายปลอดประสพด้วยความสุจริต และเป็นการติชมในฐานะที่บุคคลทั่วไปสามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้ เห็นว่าคดีนี้มูลการฟ้องตั้งแต่ต้นก็แทบจะฟังไม่ขึ้นเลย และคดีควรจะยุติในชั้นอุทธรณ์ แต่ภายหลังโจทก์ได้ให้อัยการสูงสุดขณะนั้นรับรองฎีกา แม้เห็นว่าตามกฎหมายแล้วสามารถทำได้ แต่คดีนี้นายปลอดประสพเป็นโจทก์เองที่ยื่นฟ้องในฐานะส่วนบุคคล ไม่ใช่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ดังนั้นอัยการสูงสุดจึงไม่ควรจะมาเซ็นรับรอง แต่เมื่อเซ็นรับรองฎีกาไปแล้ว ก็เป็นเรื่องของสังคมที่จะพิจารณาเรื่องดังกล่าวต่อไป