นักวิชาการชี้'โรฮิงญา' ท้าทายอาเซียน

นักวิชาการชี้'โรฮิงญา' ท้าทายอาเซียน

"จรัญ"ระบุผู้อพยพ"โรฮิงญา" พลเมืองชั้น 2 ความท้าทายอุปสรรคเส้นทางอนาคตรวมตัวสู่ประชาคมอาเซียน

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศ.ดร.จรัญ มะลูลีม หัวหน้าสาขาวิชาการระหว่างประเทศและการทูต คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้กล่าวแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ “โรฮิงญา : ชะตากรรม บททดสอบของ ASEAN และทางออกของปัญหา” โดยมีเนื้อหาระบุว่า ปัญหาผู้อพยพชาวโรฮิงญา มีรายงานตัวเลขในปัจจุบันมีจำนวนไม่ต่ำกว่า 800,000  คน - 1,000,000 คน  โดยชาวโรฮิงญามีถิ่นอาศัยเดิมอยู่ในพม่าบริเวณพื้นที่รัฐยะไข่หลายรุ่นอายุ ที่ผ่านมาชาวโรฮิงญาในพม่าไม่เคยได้รับการยอมรับรับรองสัญชาติ หรือแม้แต่เป็นผู้อาศัยในฐานะชาวต่างชาติในพม่า

ขณะที่พม่าให้การรับรองชนกลุ่มน้อยในพม่าที่อาศัยอยู่ 135 เชื้อชาติ  สิ่งนี้ทำให้ชาวโรฮิงญาต้องอยู่ในพม่าอย่างผิดกฎหมาย ตกอยู่ในสภาพคนไร้รัฐ และจัดเป็นถูกพลเมืองชั้นสองของพม่า

ศ.ดร.จรัญ กล่าวว่า ในอดีตการดำเนินนโยบายของพม่ามีการรณรงค์เพื่อล้างเผ่าพันธุ์ที่เรียกว่า นากามิน เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2521 มีการยึดมัสยิดและทำลายหมู่บ้าน รวมทั้งยึดครองที่ดินของชาวโรฮิงญาเรื่อยมา ส่งผลให้หนึ่งในสี่ของชาวโรฮิงญาต้องหลบหนีไปยังบังกลาเทศ โดยระยะหลังชาวโรฮิงญาตกอยู่ในต้องตกอยู่ในสภาพบีบบังคับอย่างต่อเนื่อง ในช่วงปี 2534 ทางการพม่าได้ปฏิบัติการที่เรียกว่า ความสะอาดและชาติอันงดงานถูกขับเคลื่อนในปี 2534 มีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือมุ่งทรมานชาวโรฮิงญาไม่ให้สามารถอาศัยอยู่ในพื้นที่ได้ ทำให้ชาวโรฮิงญาส่วนหนึ่งต้องอพยพไปยังบังกลาเทศจนถึงปัจจุบัน  ส่วนที่เหลือทยอยล่องเรือเสี่ยงภัยกลางทะเลออกไปยังประเทศไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย เพื่อหาถิ่นที่อยู่ใหม่ยังประเทศที่สาม โดยหวังว่าจะแสวงหาชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่าเดิม

"เหตุการณ์ที่นำไปสู่ความรุนแรงเกิดขึ้นในปี 2555 ตามที่มีรายงาน มีสตรีชาวมุสลิมวัย 27 ปี  และสตรีมุสลิมอื่นๆ ที่อาศัยในรัฐยะไข่รวม 21 คน ถูกข่มขืนสังหารในเดือนมิถุยายนปีเดียวกัน นอกจากนี้บ้าน และมัสยิดยังถูกทำลาย เกิดจากคนพม่าที่นับถือพุทธ ที่เรียกว่า พุทธนิยมได้รวมตัวต่อต้านชาวโรฮิงญา ซึ่งเป็นมุสลิมในพื้นที่ จนเกิดเป็นเหตุจลาจลเป็นผลให้ทางการพม่าต้องประกาศภาวะฉุกเฉินในรัฐยะไข่   โดยเหตุการณ์ครั้งนั้นกลายเป็นประเด็นใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในอาเซียน"  ศ.ดร.จรัญ กล่าวและว่า

ส่วนตัวเห็นด้วยกับคำกล่าวของ ดร.สุรินทร์ ที่เคยกล่าวไว้ว่า ถ้าหากรัฐบาลของประเทศหนึ่ง ไม่ยอมรับคนของประเทศตนเองแล้ว คิดว่า บทบาทของอาเซียน ก็คงไม่อาจจะเข้าถึงได้  ซึ่งบทบาทของอาเซียนต่อกรณีโรฮิงญา ที่ผ่านมาอาเซียนทำได้เพียงพยายามประสานกับรัฐบาลพม่าให้จัดการกับปัญหาด้านมนุษยธรรมของชาวโรฮิงญาเท่านั้น แต่อาเซียนไม่สามารถทำให้พม่าให้สิทธิความเป็นพลเมืองกับชาวโรฮิงญาได้ 

หัวหน้าสาขาวิชาการระหว่างประเทศและการทูต เชื่อว่า การแก้ไขปัญหาโรฮิงญานั้นจะต้องให้ความสำคัญกับพม่า ซึ่งเป็นประเทศต้นทาง ตราบใดที่ประเทศพม่ายังคงไม่ยอมรับและปฏิบัติกับชาวโรฮิงญาเช่นเดียวกับพลเมืองในประเทศ เรื่องนี้ถือยังเป็นปัญหาหนักใจให้กับอาเซียนอยู่มาก

ศ.ดร.จรัญ กล่าวอีกว่า ในปี 2558 จะมีการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน ซึ่งอาเซียนมีความร่วมมือไม่ได้มุ่งยึดถือการบูรณาการทางด้านเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวแต่ยังคำนึงถึงความสำคัญของสิทธิของมนุษยชนด้วย ซึ่งในกฎบัตรอาเซียนได้ ระบุว่าประเทศสมาชิกจะไม่่ก้าวก่ายกิจการภายใน ขณะเดียวกัน อาเซียนมีหน้าที่ส่งเสริมความยุติธรรมในภูมิภาค โดยปัญหาผู้อพยพโรฮิงญา ถือเป็นชะตากรรมที่เกิดขึ้นจริงกับคนในภูมิภาค นับเป็นความท้าทายอาเซียนต่อการมีบทบาทส่งเสริมและปกป้องสิทธิมนุษยชนของคนในภูมิภาคได้จริงหรือไม่

นอกจากนี้ศ.ดร.จรัญ ยังได้สรุปการแก้ไขปัญหาภายใต้กรอบของอาเซียนว่า เรื่องการแก้ ไขปัญหาของชาวโรฮิงญาถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งของอาเซียน ในการหาจุดเริ่มตันในความสมดุลระหว่างการไม่ก้าวก่ายกิจการภายในของประเทศสมาชิกกับเรื่องการรักษาสิทธิมนุษยชนในภูมิภาค โดยตนมองว่าปัจจุบันอาเซียนยังไม่สามารถเข้าช่วยเหลือชาวโรฮิงญาได้อย่างเต็มที่ ซึ่งการเข้าไปดูแลผู้อพยพชาวโรฮิงญาในขณะนี้ ถือว่าช้าไปด้วยซำ้เพราะปัญหาดังกล่าว ต้องเริ่มแก้ตั้งแต่จุดเริ่มต้น ดังนั้นการคลี่คลายปัญหาระยะยาวได้ ถ้ายังขาดความร่วมมือจากประเทศพม่าเป็นไปได้ก็คงยากที่จะสำเร็จ อย่างไรก็ตามการแก้ไขปัญหาโรฮิงญาขึ้นอยู่กับทิศทางนโยบายของผู้นำพม่าคนใหม่ ซึ่งพม่าจะมีการจัดตั้งการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นในปลายปี 2558 ซึ่งในทางการเมืองนั้น ไม่มีนักการเมืองหรือพรรคการเมืองไหนของพม่าเข้าไปยุ่งกับเรื่องชาวโรฮิงญา เพราะจะทำให้คะแนนเสียงของตนลดลง เนื่องจากเป็นที่รู้กันดีว่าคนพม่าส่วนใหญ่ต่อต้านและต้องการผลักดันชาวโรฮิงญาออกนอกประเทศ จึงมีความจำเป็นต้องคงฐานเสียงของตนเองไว้

"แม้แต่นางอองซาน ซูจี เลขาธิการพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อ ประชาธิปไตย ซึ่งเป็นผู้ ได้ รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ พ.ศ.2534 ก็เคยกล่าวไว้ว่า ไม่รู้จักชาวคนชาติพันธุ์นี้  สิ่งนี้ได้สร้างความผิดหวังอย่างมาก หากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพม่าให้นางซูจีลงเล่นการเมืองได้ หากเธอลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งนี้ เธอมีความคาดหวังกับคะแนนเสียงครั้งนี้ แต่เธอไม่หวังกับคะแนนเสียงจากชาวโรฮิงญา เพราะชาวโรฮิงญาไม่มีสิทธิเลือกตั้งในประเทศ ดังนั้นจะเห็นว่า โรฮิงญาตกอยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของพม่า โรฮิงญาเปรียบเหมือนเบี้ยบนกระดานทางการเมือง โดยคำตอบในการแก้ไขปัญหาผู้อพยพชาวโรฮิงญาจะชัดเจนขึ้นเมื่อเรารู้ว่า ประธานาธิบดีคนใหม่คือใคร วิถีการเมืองพม่าขึ้นอยู่กับการเลือกตั้งทั่วไปเป็นกุญแจสำคัญ ในการกำหนดชะตากรรมของชาวโรฮิงญา อาจกล่าวได้ ว่าทิศทางการเมืองปัจจุบันของประเทศพม่าเป็นดังการหยุดนิ่งก่อนเกิดพายุใหญ่เมื่อเสร็จสิ ้นการเลือกตั้งภายในประเทศคาดว่าการแก้ไขปัญหาของชาวโรฮิงญาจะชัดเจนยิ่งขึ้น" ศ.ดร.จรัญ กล่าว