"ประมนต์" ชี้สถานการณ์ "โกง" ชะลอตัวเพื่อรอเปลี่ยนรบ. ระบุตจว.โกงหนัก ใช้จ่ายเงินหละหลวม
ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล มีการจัดงานประกาศเจตนารมณ์ “ต่อต้านการทุจริตสร้างจิตสำนึกไทยไม่โกง” โดยมีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน
โดยภายในตึกสันติไมตรีมีการตั้งบูธของหน่วยงานต่างๆที่ทำงานร่วมกับคณะกรรมการป้องกันการทุจริตแห่งชาติ(คสช.) อาทิ คตช.นำหนังสือกฎหมายทุกฉบับในประเทศไทยที่เกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตมาให้ชมว่ามีกฎหมายมากมายขนาดไหนแต่ยังแก้ปัญหาทุจริตไม่ได้ ส่วนสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ(กพร.)มาประชาสัมพันธ์ให้ความรู้พระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558 ซึ่งจะบังคับใช้วันที่ 21 ก.ค.2558
ขณะที่ศูนย์สาธารณประโยชน์และประชาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์นำตำราเรียนหลักสูตร “โตไปไม่โกง” ของนักเรียนนระดับประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษา มาให้ชม ส่วนกรมบัญชีกลางนำเสนอการจัดซื้อจัดจ้างในภาครัฐระบบใหม่ คือ อี-มาร์เก็ต และอี-บิดดิ้ง ที่จะเริ่มใช้วันที่ 1 ตุลาคม 2558 แทนระบบอี-อ็อกชั่น รวมถึงกระบวนการการใช้ระบบสัญญาคุณธรรมในการดำเนินโครงการขนาดใหญ่ของรัฐด้วย
โดย นายประมนต์ สุธีวงษ์ ประธานภาคีเครือข่ายต่อต้านการคอรัปชั่น และคณะกรรมการคตช. กล่าวว่า นโยบายรัฐบาลประกาศชัดเจนว่าการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐที่มีขนาดใหญ่พอสมควรและมีความสำคัญต้องนำระบบสัญญาคุณธรรมเข้ามาใช้โดยให้คนภายนอกเข้ามามีส่วนร่วมด้วย ส่วนร่างพ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างก็มีการเสนอผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)แล้ว ที่ในร่างพ.ร.บ.ระบุว่าจะมีการดำเนินการเอาผิดทั้งผู้ให้เงินใต้โต๊ะและผู้รับเงินใต้โต๊ะ ซึ่งหมายความว่าถ้าภาคเอกชนเข้ามาพัวพันเกี่ยวข้องด้วยและพิสูจน์ได้ชัดเจนว่าทำผิดก็จะโดนลงโทษด้วย
นายประมนต์ กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์การทุจริตในต่างจังหวัดยังคงเป็นเรื่องใหญ่เพราะการใช้จ่ายเงินยังหละหลวมเนื่องจากมาตรการจากส่วนกลางยังไปไม่ถึง แต่คาดว่าอนาคตจะขยายไปถึงต่างจังหวัด ส่วนสถานการณ์การจ่ายเงินใต้โต๊ะในปัจจุบันเชื่อว่าคงจะชะลอไปเยอะ เพราะความเข้มงวดจากการติดตามของคณะกรรมการชุดต่างๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะหมดไป แต่เป็นลักษณะของการรอดูว่าหากเอาจริงเอาจังต่อเนื่องและมีความชัดเจนก็อาจจะเปลี่ยนพฤติกรรม แต่ถ้าการเอาจริงเอาจังไม่ชัดเจนและอีกหลายเดือนมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลจะกลับไปเหมือนเดิม จึงมีการสร้างมาตรการที่จะทำให้มีความต่อเนื่องให้มีความยั่งยืน โดยทำให้การทำทุจริตทำได้ยากขึ้น
ด้านนายต่อตระกูล ยมนาค นายกสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์และคณะกรรมการคสช. กล่าวว่า ตนเข้าร่วมการประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านการทุจริตของรัฐบาลแบบนี้มาหลายรัฐบาลแล้ว แต่คิดว่าครั้งนี้มีความจริงจังไม่ใช่แค่งานอีเว้นท์ธรรมดา เพราะดูจากภาคเอกชนและองค์กรที่เข้ามาร่วมทำงานไม่ได้มีแค่องค์กรของรัฐเท่านั้นจึงทำให้ดูจริงจัง แต่ความจริงจังนั้นต้องดูที่คนที่มีอำนาจว่ามีความจริงจังหรือไม่ อย่างเช่นรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็มีความจริงจังแต่ไม่มีอำนาจที่จะขับเคลื่อนอะไรได้เลย ส่วนรัฐบาลอื่นๆก็แค่ประกาศแต่ไม่ทำ
“ทุกรัฐบาลพูดเรื่องต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่น จนเราชินแล้ว แม้กระทั่งรัฐบาลที่ประกาศเป็นนโยบายสำคัญเมื่อถึงเวลาก็ไม่ทำ คิดว่าอยู่ด้วยคำพูดอย่างเดียวมันดูไม่มีความหวัง ผมมาร่วมกับอนุกรรมการคตช.ก็เรียนพลเอกประยุทธ์ว่าตอนนี้ผมเชื่อ90% แต่ผมจะไม่เชื่อ100% จนกว่าจะได้เห็นว่าทำอะไรไปแล้วบ้าง ดังนั้นอีก10% คือต้องเห็นการสนับสนุนผลักดัน เพราะข้าราชการทุกหน่วยต้องรอว่าเอาจริงหรือเปล่า เพราะถ้านายกรัฐมนตรีเอาจริง รัฐมนตรีเอาจริงก็จะไปผลักดันข้าราชการได้”นายต่อตระกูล กล่าว
นายต่อตระกูล กล่าวถึงระบบการจัดซื้อจัดจ้างด้วยระบบ อี-มาร์เก็ต และอี-บิดดิ้งว่า ปัจจุบันระบบอี-อ็อกชั่นใช้ไม่ได้แล้วแน่นอนดังนั้นต้องยกเลิก เพราะคนเข้าประมูลสามารถเตี๊ยมกันมาก่อนได้ ซึ่งระบบอี-อ็อกชั่นประเทศไทยใช้มาประมาณ 9 ปี เกิดความเสียหายกับประเทศจากการจัดซื้อในภาครัฐอย่างน้อยประมาณ 5 หมื่นล้านบาท เพราะไม่ไ่ด้เกิดการแข่งขันจริง
“เสนอราคาเฉือนกันแค่500บาท 100บาท 1สตางค์ก็มี มันไม่มีการต่อสู้กัน เพราะถ้ามีการต่อสู้กันจริงต้องสูงหรือต่ำกว่าราคากลางประมาณ 5% แต่นี่สัญญาที่สุดกลับลดราคาได้แค่1% และตอนหลังก็ไม่ลดราคาเลย แล้วก็อ้างว่ามีคนมาประมูลน้อย มาแค่2รายเท่านั้น และ2รายที่มาก็มาจากที่อยู่ในตึกเดียวกัน แต่ไม่ผิดกฎหมาย เพราะกฎหมายบอกว่าห้ามมีชื่อบุุคคลซ้อนกันเท่านั้น แต่นี่ชื่อบุคคลไม่ซ้ำ แต่มีที่อยู่ในตึกเดียวกัน เบอร์โทรศัพท์ก็เรียงกัน แต่ก็ไม่ผิดกฎหมาย แล้วก็มานั่งฮั๊วะกัน1% ก็ไม่ผิดกฎหมาย ซึ่งป.ป.ช. และกรมบัญชีกลางก็รู้ แต่ไม่ผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นการโกงโดยมีใบรับรอง”นายต่อตระกูล กล่าว
นายต่อตระกูล กล่าวอีกว่า สำหรับระบบการจัดซื้อจัดจ้างใหม่นั้นในรายละเอียดจะมีการระดมนักวิชาการ นักวิชาชีพ นักวิศวกรรม สถาปนิก ผู้รับเหมา เข้ามาแสดงความคิดเห็นเพื่อให้ดำเนินการจัดซื้อด้วยระบบใหม่เป็นไปด้วยดี





