วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

หลายปัญหา 'หนามยอกอก' บทสะท้อนรัฐแก้ค้ามนุษย์

(รายงาน) หลายปัญหา "หนามยอกอก" บทสะท้อนรัฐแก้ค้ามนุษย์

สถานการณ์ค้ามนุษย์ของไทยในห้วงเวลานี้ถือว่าอยู่ในขั้นวิกฤติ ดังที่ปรากฏคดีฉาวไปทั่วโลกหลังจากมีการพบหลุมศพชาวโรฮิงญาจนนำมาซึ่งการกวาดล้างเครือข่ายค้ามนุษย์ซึ่งมีข้าราชการน้อยใหญ่และนักการเมืองท้องถิ่นเข้าไปพัวพันเป็นจำนวนมาก


แต่ถึงกระนั้นปัญหาค้ามนุษย์ก็ไม่ได้มีเฉพาะเรื่องโรฮิงญาเรื่องเดียว แต่ยังมีปัญหาการค้ามนุษย์ที่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบอีกหลายประเภท ซึ่งในการเสวนาวิชาการเนื่องในวันต่อต้านการค้ามนุษย์ เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.ที่ผ่านมาก็พบว่ายังมีหลายปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง


ต่างชาติล่วงละเมิดเด็ก


นายพลิศร โนจา ศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์และเด็กถูกล่วงละเมิด งานของศูนย์ฯ เปิดเผยว่า ขณะนี้สถานการณ์การค้ามนุษย์โดยเฉพาะการล่วงละเมิดทางเพศเด็กมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะเขตพัทยา เด็กที่ตกเป็นเหยื่อถูกล่วงละเมิดทางเพศอายุน้อยลง


เมื่อก่อนเราเห็นเหยื่อระดับมหาวิทยาลัยและมัธยมปลายแต่ปัจจุบันนี้เด็กที่ตกเป็นเหยื่อถูกล่วงละเมิดมากที่สุดคือ “ประถมปลาย” ช่วงประถมศึกษาปีที่ 4-6


ประกอบกับปัจจุบันศูนย์พิทักษ์เด็ก เยาวชน และสตรี ภาค 2 (พ.ด.ส.ภาค2) ถูกยุบไป ทำให้เกือบครึ่งปีที่ผ่านมา ไม่มีหน่วยงานใดเข้าไปดำเนินการจับกุมกลุ่มขบวนการที่เกี่ยวข้องกับการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก จึงอยากฝากไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบกวดขันดูแลและจับตาชาวต่างชาติด้วย


เขากล่าวด้วยว่า กลุ่มชาวต่างชาติที่มีพฤติการณ์ล่วงละเมิดทางเพศเด็กนั้นมีเป้าหมายมาที่ไทย กัมพูชา และฟิลิปปินส์ คนเหล่านี้เดินทางหมุนเวียนอยู่แค่สองสามประเทศนี้เพื่อกระทำผิด


พัฒนาวิธีหลบเลี่ยงการจับกุม


แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือ “วิธีการกระทำผิด” ปัจจุบันนี้แปลกแหวกแนวไป เช่น ชาวต่างชาติที่เคยอยู่ในพื้นที่เมืองพัทยาซึ่งมีการปราบปรามอย่างต่อเนื่อง กลุ่มชาวต่างชาติก็จะย้ายไปอยู่ตามแนวตะเข็บชายแดน เช่น คลองใหญ่ จ.ตราด หรือตลาดโรงเกลือ อรัญประเทศ จ.สระแก้ว แต่ยังมีคนรับเป็นธุระจัดหาพาเด็กไปส่งให้ชาวต่างชาติถึงที่ชายแดน และอีกกลุ่มคือเด็กกัมพูชาตามชายแดนตกเป็นเหยื่อ


อีกวิธีคือ ชาวต่างชาติที่พักอยู่พัทยาจะเดินทางไปตลาดโรงเกลือเพื่อหาเด็กชาวกัมพูชาแล้วเปิดโรงแรมเป็นสถานที่กระทำผิดเมื่อถึงช่วงเย็นก็แยกกันกลับ


นอกจากนี้ยังพบว่า กลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีพฤติกรรมชอบล่วงละเมิดทางเพศกับเด็กได้ย้ายฐานไปอยู่ จ.อุดรธานี ด้วย รวมทั้งแหล่งท่องเที่ยวสำคัญๆ เช่น ภูเก็ต


ส่วนวิธีการล่วงละเมิดทางเพศเด็กก็เปลี่ยนแปลงไป ปัจจุบันพบชาวต่างชาติที่ต้องการล่วงละเมิดเด็กหญิงหรือเด็กชายไปขอแต่งงานกับผู้หญิงที่มีลูกติดแล้วอาศัยความใกล้ชิดตรงนั้นก่อเหตุ


ร้านเกม บางร้านที่พัทยาเปิดบริการ 24 ชั่วโมง ทำให้เด็กกลุ่มเสี่ยงตกเป็นเหยื่อแทบทุกราย โดยวิธีการล่อลวงคือเมื่อเด็กเล่นเกมจนเงินหมดก็ให้เล่นต่อแล้วติดเงินไว้ เมื่อมีหนี้เจ้าของร้านจะไปทวง หากไม่มีเงินจ่ายก็จะเสนอให้เด็กค้าบริการทางเพศเพื่อนำเงินมาใช้หนี้ อีกส่วนหนึ่งก็ทำให้เด็กมีเงินใช้


ส่วนพฤติการณ์ล่วงละเมิดทางเพศก็รุนแรงขึ้น เด็กอายุน้อยที่สุดที่พบว่าตกเป็นเหยื่อ อายุ 2 เดือน ช่วง 1-3 ขวบก็มีผู้ปกครองพามา รวมทั้งการถ่ายวิดีโอโป๊เปลือยเอาไว้ และยังพบว่าปัจจุบันนี้มีกระบวนการ “นายหน้า” จัดหามากขึ้นทำให้กลุ่มเหล่านี้หลีกเลี่ยงการจับกุมได้


สำหรับสถานที่ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ บางคนอาจคาดไม่ถึงว่ามี “วัด” หรือ “โรงพยาบาล” เป็นสถานที่ก่อเหตุด้วย อย่างกรณีวัดหลังสามสี่ทุ่มจะเงียบและปลอดคน ส่วนโรงพยาบาลจะเป็นของเอกชน ทำทีเข้าพักห้องพิเศษแล้วติดต่อกลุ่มนายหน้าพาเด็กมา


ทั้งนี้ ปัญหาเหล่านี้้ควรได้รับการดูแลโดยเจ้าหน้าที่ “เฉพาะกิจ” ที่มีความเชี่ยวชาญ หรือทีมทำงาน ไม่ใช่ว่าตำรวจทุกคนจะทำได้ ตำรวจที่จะทำงานได้อย่างมีคุณภาพต้องผ่านการฝึกอบรมกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ร.บ.ค้ามนุษย์ โดยเฉพาะการสอบสวนคัดแยกเหยื่อ หากไม่มีความรู้ก็อาจทำให้ตั้งประเด็นผิดไป คดีที่เข้าข่ายค้ามนุษย์ ไม่ได้เป็นคดีค้ามนุษย์


ตัดตอนปลอมพาสปอร์ต


นางสาวชลีรัตน์ แสงสุวรรณ สถานการณ์การค้ามนุษย์ในธุรกิจทางเพศปัจจุบันถึงแม้จะเห็นภาพการบุกช่วยเหลือหรือตรวจค้นแต่การดำเนินคดีหรือ ช่วยเหลือ ปราบปรามก็พลิกผันไปตลอดเพราะโยงใยไปทั่วทั้งอาเซียน ยุโรปเพราะมีกระแสธุรกิจและการเดินทางไปได้ทั่ว


เธอบอกว่า เครือข่ายค้ามนุษย์บางเคสมีนายหน้าถึง 16 คน รวมทั้งมีการปลอมแปลงหนังสือเดินทางโดยเปลี่ยนอายุเด็ก เช่น 13 ปีเป็น 19 ปี หรือ 17 ปีปลอมเป็น 23 ปี ทำให้การปราบปรามยากขึ้น


ส่วนข้อกฎหมายไทยก็มีจุดอ่อนด้วยถึงแม้จะการปรับแก้ตัวบทกฎหมายแล้วแต่ มาตรา 29 เกี่ยวกับการคัดแยกผู้เสียหายก็ยังไม่ได้ถูกนำมาพิจารณาแก้ไข ตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่สหรัฐเสนอไว้เช่นกันเกี่ยวกับประสิทธิภาพในการคัดแยกผู้เสียหาย


ส่วย-คอร์รัปชันภาครัฐ


ต่อมาคือปัญหาการสอบสวนทำได้ยากขึ้นเนื่องจากผู้หญิงและเด็กที่มากับนายหน้าจะถูกเตรียมการมาอย่างดีทำให้ยากต่อการคัดแยก อีกทั้งยังอาศัยช่องกฎหมาย เช่น การผ่อนผันการขึ้นทะเบียนแรงงานก็อาศัยช่องไปจดทะเบียนทำงานแรงงาน ทำงานบ้าน แต่จริงๆแล้วไปนั่งทำงานตู้กระจก


“สิ่งสำคัญที่เราพบคือการแสวงการประโยชน์ทางเพศกับเด็กมักมีเจ้าหน้าที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง กรณีหนึ่งที่พบคือการเข้าไปดำเนินการในสถานบริการแห่งหนึ่งเด็กที่อยู่ในนั้นก็ชี้กันใหญ่ว่าคนนั้นคนนี้เคยไปนอนกับหนู ถ้าไม่กำจัดปัญหาเรื่องส่วยหรือคอร์รัปชันเราจะพบกับปัญหาเหล่านี้ไปเรื่อยๆ”


ตำรวจขาดความรู้ข้อกฎหมาย


นายปภพ เสียมหาญ ผู้ประสานงานโครงการต่อต้านการค้ามนุษย์ มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (เอชอาร์ดีเอฟ) สะท้อนการทำคดีค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญาว่า เป็นคดีค้ามนุษย์ที่ยากกว่าการค้ามนุษย์ประเภทอื่น เนื่องจากไม่มีความชัดเจนเรื่องการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ


เขายกตัวอย่างคดีที่มูลนิธิฯ เข้าไปช่วยเหลือชาวโรฮิงญารายหนึ่งซึ่งโชคดีที่พนักงานสอบสวนคดีมีความรู้กฎหมายการค้ามนุษย์ทำให้มองว่า “การเรียกค่าไถ่จากญาติ” เป็นการขูดรีดบุคคล ซึ่งเข้าข่ายองค์ประกอบความผิดฐานค้ามนุษย์


ขณะที่อีกคดีของชาวโรฮิงญาในพื้นที่ต่างกัน พนักงานสอบสวนไม่มีความรู้กฎหมายการค้ามนุษย์ เขาจึงระบุแค่ว่าชาวโรฮิงญาถูกแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบแต่ไม่ได้ระบุว่าเป็นประเภทใด ปัจจุบันคดียังค้างอยู่ในชั้นพนักงานสอบสวนเนื่องจากอัยการขอให้สอบเพิ่มเติม


อีกความท้าทายคือการคัดแยกผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ เพราะนายหน้ามักปะปนมากับชาวโรฮิงญาบนเรือ


“เรือ เอกสาร คน”เถื่อน


นางสาวปฏิมา ตั้งปรัชญากูล ผู้จัดการศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือลูกเรือประมง มูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (แอลพีเอ็น) ถอดบทเรียนจากการช่วยเหลือลูกเรือประมงนอกน่านน้ำตลอด 10 ปีที่ผ่านมา พบว่า มีเรือเถื่อนจำนวนมาก มีการลักลอบหาปลา มีเอกสารปลอม เลี่ยงภาษีขายปลา มีชื่อเรือกับชื่อจดทะเบียนไม่ตรงกัน ลูกเรือประมงเป็นคนเถื่อน


ขบวนการค้ามนุษย์เกิดขึ้นจากนายหน้าเป็นธุระจัดหามาให้แล้วขายคนลงไปในเรือ มีการทำร้าย กักขังโดยมิชอบ แต่ก็มีปัญหาเรื่องการคัดแยกผู้เสียหายเช่นกัน เพราะไม่เข้าใจเรื่องแรงงานขัดหนี้ สภาพชีวิตความเป็นอยู่บนเรือ หรือมีทัศนคติมองลูกเรือเป็นคนเร่ร่อน รวมทั้งเจ้าหน้าที่รู้เห็นกับนายจ้าง


รัฐช่วยผู้เสียหายหรือนายจ้าง


นายชัยรัตน์ ราชปักษี ตัวแทนลูกเรือประมงที่ได้รับความเสียหาย บอกว่า ได้เซ็นเอกสารที่กรมเจ้าท่าทำซีแมนบุ๊คแต่หลังจากนั้นก็ไม่เคยเห็น เพื่อนๆ ในเรือก็บอกไม่มี


ช่วงทำงานบนเรือก็ถูกไต๋เรือบังคับทำร้ายร่างกายด้วยวิธีต่างๆ เมื่อทนไม่ไหวขอกลับบ้านก็ไม่ยอม อ้างว่าถ้ากลับไปไม่ได้เงินแบ่งเปอร์เซ็นต์จากการขายปลา แต่ก็มีคนหนีไปก็ถูกเจ้าหน้าที่ตามจับแก่กลับส่งให้เรือลำอื่นกลายเป็น “คนผี”


“ปัญหามาจากบริษัททำผิดกฎหมายแต่ลูกเรือต้องมารับแทน พวกเราอยากกลับบ้านแต่ก็ไม่ได้รับการติดต่อช่วยเหลือ ทุกคนตั้งข้อสังเกตทำไมหน่วยงานรัฐไม่ช่วยลูกเรือหรือจะช่วยแต่เรือหรือเปล่า”


เขาบอกอีกว่า ส่วนการเยียวยาช่วยเหลือก็ยังไม่มีความชัดเจน ทั้งที่ได้ยื่นเรื่องบัญชีที่นายจ้างค้างจ่ายไปตามความเป็นจริงแล้ว แต่เมื่อเจ้าหน้าที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน นัดให้มาพบกลับบอกว่า “บริษัทจ่ายมาให้เท่านี้ก็รับๆ ไปเถอะ เรื่องจะได้จบๆ ไม่ต้องมีคดีความให้ยุ่งยาก”