วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'เอก'จี้คดีโรฮิงญาให้ทันส่งอัยการสูงสุด19มิ.ย.

รองเอกฯลงพื้นที่จี้คดีโรฮิงญาให้ทันส่งอัยการสูงสุดพิจารณา19มิ.ย.นี้ ขณะที่เหยื่อค้ามนุษย์โรฮิงญาหลบหนีออกจากที่พักพิง11คน

ความคืบหน้าคดีค้ามนุษย์โรฮิงญา พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รองผบ.ตร.ซึ่งลงพื้นที่มาติดตามความคืบหน้าคดีค้ามนุษย์โรฮิงญา ที่ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจภูธรภาค9ส่วหน้า สภ.หาดใหญ่ได้ประชุมเจ้าหน้าที่ฝ่ายสอบสวนและพนักงานอัยการเพื่อเร่งรัดการสอบสวนคดีค้ามนุษย์โรฮิงญาให้ทันกรอบระยะเวลาส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดพิจารณาในวันที่19มิถุนายนนี้

โดยพล.ต.อ.เอก ได้ควบคุมการสอบสวนและสอบพยานบางคนด้วยเอง ซึ่งได้มีการนำพยานทั้งที่เป็นนักการเมืองท้องถิ่น ตำรวจ และผู้นำศาสนา ในพื้นที่จ.สงขลา สตูล มาสอบปากคำเพื่อนำไปประกอบสำนวนการสอบสวนเอาผิดกับผู้ต้องหาในคดีนี้ และบรรยากาศค่อนข้างเคร่งเครียดเนื่องจากทางฝ่ายสอบสวนทั้งตำรวจและพนักงานอัยการต้องเร่งทำงานแข่งกับเวลาใกล้ถึงกำหนดส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดพิจารณาในวันที่19มีนาคมนี้ก่อนยื่นฟ้องศาล และต้องเรียกพยานแวดล้อมทั้งในพื้นที่สงขลา สตูล และระนอง มาสอบสวนอีกหลายปากและในวันจันทร์นี้ ทางพล.ต.อ.เอก จะมีการประชุมกับเรือโทสมนึก เสียงก้อง รองอธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน อัยการเขต ตำรวจภูธรภาค8และภาค9เพื่อสรุปความคืบหน้าภาพรวมทั้งหมดของคดี

อย่างไรก็ตามล่าสุดยังไม่มีการออกหมายจับหรือมีผู้ต้องหาเข้ามอบตัวเพิ่มเติมโดยหมายจับยังอยู่ที่84หมาย ควบคุมตัวได้แล้ว53คนและยังหลบหนีอีก31คนแต่มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่กำลังรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อออกหมายจับผู้ต้องหาคนสำคัญเพิ่มเติมอีก1คน

นอกจากนี้เมื่อเวลาประมาณ00.30น.ได้เกิดเหตุเหยื่อค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญาที่อยู่ภายในสถานคุ้มครองสวัสดิภาพผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ต.กำแพงเพชร อ.รัตภูมิ จ.สงขลา หลบหนีออกจากศูนย์พักพิงจำนวน11คน จากที่อยู่ภายในศูนย์พักพิงแห่งนี้112คน โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.รัตภูมิ และฝ่ายปกครองอำเภอรัตภูมิ ได้ออกติดตามแต่ยังไม่พบตัวโดยคาดว่าน่าจะยังคงซ่อนตัวอยู่ตามชายป่าในหมู่บ้านไม่ไกลจากศูนย์พักพิงหรือตามแนวเชิงเขาแก้ว พร้อมกับประสานผู้นำท้องถิ่นและชาวบ้านในพื้นที่ช่วยแจ้งเบาะแสเพราะจากสภาพความหิวโหยอาจจะออกมาขอความช่วยเหลือจากชาวบ้านสำหรับชาวโรฮิงญาทั้ง11คนได้หลบหนีออกจากสถานคุ้มครองสวัสดิภาพผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์โดยปีนกำแพงที่อยู่ด้านหลังเรือนนอนออกไปแม้จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยเฝ้าดูแลอยู่2นายก็ตาม

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่เชื่อว่าไม่น่าจะมีนายหน้ามารับตัวไปเนื่องจากที่ผ่านมามีการคุมเข้มการเข้าออกภายในสถานคุ้มครองเป็นอย่างดีห้ามไม่ให้ผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าออกอย่างเด็ดขาด แต่สาเหตุน่าจะมาจากความอึดที่ต้องอยู่โดยไม่ทราบชะตากรรมและต้องการหลบหนีเพื่อเดินทางต่อไปยังประเทศที่สาม

ในส่วนของคดีหลังจากที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายสอบสวนทั้งพนักงานสอบสวนและอัยการในคดีค้ามนุษย์12 นายพร้อมเจ้าหน้าที่กรมอุทยาน ได้นำตัวเหยื่อค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญา1 รายไปสำรวจเส้นทางบนเทือกเขาแก้วตั้งแต่อ.สะเดาจ.สงขลาถึงอ.ควนโดนจ.สตูล ซึ่งถูกระบุว่าใช้เป็นเส้นทางลำเลียงชาวโรฮิงญาปรากฏว่าพบข้อมูลสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี เนื่องจากเมื่อนำเหยื่อไปไปถึงหลักเขตไทย-มาเลเซีย ที่ 4C/34 พบแคมป์โรฮิงญาอยู่ในเขตประเทศมาเลเซียซึ่งเหยื่อระบุว่าแค้มป์แห่งนี้เป็นของนายเจ๊ะอาด โต๊ะดิน หนึ่งในผู้ต้องหาเครือข่ายค้ามนุษย์

ในจ.สตูลที่ถูกออกหมายจับและยังหลบหนีอยู่ห่างจากฝั่งไทยใช้เวลาเดินประมาณ 15-20 นาทีมีคนอพยพมาอยู่ราว 200-1,500 คนส่วนใหญ่เป็นชาวบังคลาเทศและโรฮิงญา โดยเหยื่อระบุว่าอยู่ที่แคมป์นี้มานานกว่า4 ปี รับจ้างทำอาหารเลี้ยงผู้อพยพ ได้รับเงินเดือน 15,000 บาท ซึ่งข้อมูลและคำให้การทั้งหมดเจ้าหน้าที่จะนำไปประกอบสำนวนการสอบสวน