วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เหน็บ 'บวรศักดิ์' เข้าใจการเมืองภาคปชช.มากแค่ไหน

"อภิสิทธิ์" เหน็บ "บวรศักดิ์" เข้าใจเรื่องการเมืองภาคประชาชนมากแค่ไหน ชี้2ปีปฏิรูปไม่เสร็จ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์. กล่าวตอนหนึ่งระหว่างบรรยายเรื่อง “โฉมหน้ารัฐธรรมนูญใหม่คนไทยได้อะไร” ที่ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 2 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาฯ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช จัดโดยสาขาวิชารัฐศาสตร์ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช ถึงเรื่องของการร่างรัฐธรรมนูญในขณะนี้ว่า สาเหตุหนึ่งที่ต้องมาร่างรัฐธรรมนูญกันนั้นก็เพราะว่าการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 ซึ่งสาเหตุของการเกิดรัฐประหาร ก็เนื่องมาจากว่ารัฐบาลขณะนั้นไม่มีหลักธรรมาภิบาล มีความพยายามออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมขึ้นจนทำให้เหตุการณ์บานปลายจนถึงต้องรัฐประหารในเวลาต่อมา แต่ไม่มีใครมองเลยว่าปัญหานั้นมาจากรัฐธรรมนูญปี 2550 อันที่จริงมีบางส่วนมองว่าหลังจากการรัฐประหารนั้นควรจะให้มีการใช้รัฐธรรมนูญปี 2550 ต่อไปเสียด้วยซ้ำไป หรือบางคนก็มองว่าให้แก้รัฐธรรมนูญแค่บางส่วน แต่พอเวลาต่อมาก็มีความรู้สึกว่าควรจะมีการทำรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่เพื่อทำให้เกิดการปฏิรูปขึ้น และไมทำให้การรัฐประหารเสียของ ก็เลยมีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นโดยใส่สิ่งใหม่ๆเข้ามาซึ่งตนก็ไม่รู้ว่าดีหรือไม่


นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่าการที่นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการ(กมธ.)ยกร่างรัฐธรรมนุญมักกล่าวว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะทำให้พลเมืองเป็นใหญ่ แต่ตนไม่เข้าใจว่าผู้พูดนั้นมีความเข้าใจเรื่องการเมืองภาคประชาชนมากแค่ไหน เพราะการเมืองภาคประชาชนนั้นต้องมีเรื่องสิทธิของประชาชนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยจึงจะทำให้การเมืองภาคประชาชนเข้มแข็ง ประชาชนนั้นจะต้องมีสิทธิรับรู้ข้อมูลต่างๆของภาครัฐที่จะกระทบกับตนเอง และมีสิทธิแสดงความเห็น มีการทำประชาพิจารณ์ และถ้าหากกระทบสิทธิ์ของประชาชน ก็สามารถไปฟ้องร้องได้ ซึ่งนี่คือกระบวนการของการเมืองภาคประชาชน แต่ทั้งนี้เมื่อตนได้อ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็พบว่ามีความไม่ชัดเจนว่าประชาชนจะได้สิทธิมากขึ้นหรือไม่ บางเรื่องนั้นประชาชนก็มีสิทธิมากขึ้นเช่นในเรื่องเพศสภาพเป็นต้น แต่บางเรื่องก็น่าตกใจเพราะสิทธิของประชาชนหายไป อาทิเช่นในเรื่องสิทธิการฟ้องร้องหน่วยงานของรัฐเป็นต้นก็หายไปด้วย แต่กลับมีการเพิ่มอำนาจให้ภาครัฐมากขึ้น

นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อถึงเรื่องการเมืองท้องถิ่นนั้นตนมองว่าเรื่องนี้ก็มีความไม่ชัดเจนเช่นกันเนื่องจากเนื่องจากว่าไม่มีการบัญญัติชัดเจนว่าจะให้ประชาชนนั้นมีโอกาสเลือกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนเรื่องสมัชชาพลเมืองนั้นตนกังวลว่าคงจะไม่ได้ทำให้การเมืองภาคประชาชนเข้มแข็งเพราะผู้ที่เข้ามาก็คงตะเป็นผู้ที่อยากเป็นนักการเมืองอีกเช่นกัน ถ้าอยากเห็นตัวอย่างของการเมืองภาคประชาชนเข้มแข็ง อยากให้ไปดูในสมัยที่ตนเป็นนายกรัฐมนตรี ชาวบ้านที่มาบตาพุดก็ได้มีการไปฟ้องศาลปกครองเรื่องโรงไฟฟ้าที่มาบตาพุด จนในที่สุดรัฐบาลของตนและส่วนราชการก็ต้องออกมาตรการมาเพื่อแก้ปัญหาทำให้ศาลพอใจกับมาตรการนั้นซึ่งนี่ก็คือตัวอย่างของการเมืองภาคประชาชน

นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อถึงเรื่องการเมืองภาคตัวแทนว่าสิ่งที่สำคัญคือประชาชนนั้นใช้สิทธิการเลือกตั้งแก่ประชาชนเพื่อให้ได้ผู้บริหารที่ดำเนินงานตามทิศทางที่ประชาชนผู้เลือกต้องการ ปัญหาของรัฐธรรมนูญประการหนึ่งนั้นคือการมองผิดว่าปัญหาบ้านเมืองที่ผ่านมามาจากพรรคการเมืองแข็งแกร่งเกินไป พรรคการเมืองใหญ่เกินไป ก็เลยมีการออกแบบให้มีกลุ่มการเมืองขึ้น ให้มีพรรคเล็กมากขึ้น ซึ่งตนมองว่าตรงนี้เป็นการตีโจทย์ที่ผิด ตนกล้าพูดเลยว่าพรรคการเมืองของตนนั้นแพ้การเลือกตั้งมาโดยตลอด แต่ปัญหาของประเทศ ตนก็ไม่ได้อยู่ที่ว่าอีกพรรคหนึ่งชนะการเลือกตั้ง ปัญหานั้นอยู่ที่เรื่องของ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับสุดซอย ขอยืนยันว่าการทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอไม่ได้ทำให้ประชาชนมีอำนาจมากขึ้น แต่กลับทำให้นักการเมืองนั้นมีอำนาจมากขึ้นเสียเอง ประชาธิปไตยไทยนั้นพัฒนามาถึงจุดที่ประชาชนสามารถเลือกตั้งจากความพอใจนโยบายของแต่ละพรรคการเมือง ถ้าทำให้มีกลุ่มการเมืองนั้นมีระบบที่เต็มไปด้วยพรรคเล็กนั้น ก็จะไม่มีการกำหนดนโยบายที่ชัดเจนเพราะมาจากหลายพรรค และพรรคเล็กเหล่านี้ก็จะรวมหัวกันคุมแต่ละหน่วยงานไม่สนใจประชาชน

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อถึงเรื่องกลุ่มการเมืองนั้นก็คงจะไม่สนองความต้องการของประชาชนได้ในเรื่องการออกนโยบาย ทำให้เกิดเกิดการต่อรองอำนาจในการเข้ามาบริหารงาน ซึ่งในอดีตการทุจริต เกิดขึ้นมากจากพรรคการเมืองขนาดเล็กมากกว่าพรรคขนาดใหญ่ที่มีการตรวจสอบอย่างเข้มข้นกว่าดังนั้นตนจึงไม่อยากให้ กมธ.ยกร่างฯยึดติดวาทกรรมว่าถ้าทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอแล้วประชาชนจะเข้มแข็งขึ้น อันที่จริงแล้วการทำให้ประชาธิปไตยนั้นเข้มแข็ง พรรคการเมืองก็จะต้องเข้มแข็งด้วย เพราะพรรคการเมืองต้องต้องรับผิดชอบต่อนโยบายที่ตนได้นำเสนอไป อีกทั้งในพรรคการเมืองจะถูกตรวจสอบโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่หากมีการตั้งกลุ่มการเมือง ก็ยังไม่มีหน่วยงานใดจะเข้ามาตรวจสอบ หากนักการเมืองที่ไม่ดีเข้ามาแสวงผลประโยชน์ก็จะเข้ามาในช่องทางของกลุ่มการเมืองได้

นายอภิสิทธิ์กล่าวถึงเรื่องสมัชชาคุณธรรม ว่าตรงนี้ก็น่าเป็นห่วงว่าอะไรจะเป็นตัวบัญญัติคำว่าคุณธรรมที่ชัดเจน และอะไรจะเป็นสิ่งที่ตรวจสอบสมัชชาคุณธรรมต่อไป แม้แต่ตนซึ่งมั่นใจว่าไม่ใช่คนชั่วนั้นก็ไม่กล้าไปนั่งในสัชชาคุณธรรมนี้ ประเทศไทยนั้นมีปัญหาอย่างหนึ่งคือการเผยแพร่ค่านิยมว่าโกงไปก็ไม่เป็นไรเพราะว่าทำงานดีซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ผิด ที่ญี่ปุ่นนั้นมีรัฐมนตรีเมาแล้วหลับ อีก 2 วันก็ลาออกเลย นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศอื่นๆที่ปกครองในระบอบสภา แต่ที่เมืองไทยนั้นมีรัฐมนตรีเมาแล้วอาละวาดในสภา แต่ในที่สุดหลังจากสอบสวนเป็นเวลาปีครึ่งก็ทำอะไรไม่ได้เพราะไม่สามารถสรุปว่าเมาจริงหรือไม่ ตนเคยพูดกับทางผู้ตรวจการแผ่นดินว่านั้นอย่าเอามาปนกับเรื่องถอดถอน การให้สมัชชาคุณธรรมมีอำนาจถอดถอนนั้นก็ไม่มีบรรทัดฐานที่ชัดเจน นักการเมืองที่ถูกกล่าวหานั้นก็อาจจะไปล๊อบบี้ทางสมัชชาที่ว่านี้ไม่ให้ถอดถอนได้ด้วย ตนว่าเมื่อนักการเมืองทำผิดจริยธรรมนั้น ไม่จำเป็นจะต้องไปให้ถอดถอนอะไร แต่น่าจะให้สังคมซึ่งถูกส่งเสริมเรื่องจริยธรรมนั้นเป็นผู้ตัดสินเองว่าผู้นั้นจะรับผิดชอบอย่างไร จะให้ขอโทษหรือลาออกก็ว่ากันไป

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อถึงปัญหาในเรื่องมาตรา 181และ182ที่ให้อำนาจฝ่ายบริหารมากเกินไป ให้สิทธิรัฐบาลถ้าอยากได้กฎหมายอะไรมาก ก็ให้ยื่นคำขาดกับสภาว่าถ้าไม่อภิปรายใน 48 ชั่วโมง กฎหมายนี้จะผ่านโดยไม่ต้องแก้ไขถ้อยคำ ตรงนี้ตนไม่เข้าใจว่าคนเขียนคิดได้อย่างไร ถ้ารัฐธรรมนูญ 2550 มีมาตรานี้ กฎหมายนิรโทษกรรมฉบับสุดซอยคงผ่านไปแล้ว ทั้งนี้ก็ไม่รู้ว่าและก็ยังมีเรื่องว่านายกรัฐมนตรีขอเสนอญัตติไว้วางใจตัวเองได้ แล้วถ้าชนะ ในปีนั้นฝ่ายค้านก็ไม่สามารถที่จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจได้อีกเลย ซึ่งก็ไม่เข้าใจว่าเป็นแบบนี้แล้วฝ่ายค้านจะทำหน้าที่ตรวจสอบกันอย่างไร

นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อถึงเรื่องหมวดการปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง ตนมั่นใจว่า 2 ปีก็คงปฏิรูปไม่เสร็จไม่เสร็จ บางเรื่อง 5 ปีก็ไม่เสร็จ ยกตัวอย่างเช่นเรื่องระบบรางในประเทศ ที่มีการเสนอว่าให้ปฏิรูปทั้งเรื่องราง เรื่องระบบรถไฟความเร็วสูง ที่ผ่านมาตนเคยหารือกับทางทีดีอาร์ไอเรื่องนี้ ซึ่งทางทีดีอาร์ไอก็เคยเสนอไปแล้วว่าต้องปฏิรูปการรถไฟไทยก่อนจึงจะปฏิรูปเรื่องรถไฟทั้งหมดได้ ซึ่งต้องใช้เวลา 10 ปี นี่แค่เรื่องเดียวเท่านั้นก็ต้องใช้เวลาเป็น ขนาดนี้ แล้วเรื่องอื่นๆล่ะ ตนเข้าใจเจตนาพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีที่ต้องการให้เกิดการปฏิรูป ต้องดำเนินการตามโรดแมปที่วางไว้แต่ทั้งนี้ตนคิดว่าพล.อ.ประยุทธ์คงจะทุกข์ใจจากกส่งต่อเรื่องการปฏิรูปไปสู่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งว่าการปฏิรูปจะสูญเปล่าหรือไม่ การปฏิรูปเรื่องใดจะสำเร็จอยู่ที่สังคมกับพรรคการเมือง ส่วนเรื่องของการปรองดองนั้นจะสำเร็จได้ตนเห็นว่าทุกฝ่ายต้องยอมรับและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม โดยไม่จำเป็นต้องมีคณะกรรมการปรองดองตามที่ระบุในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะคณะกรรมการปรองดองชุดนี้นั้นมีอำนาจสามารถจะออกพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษกับคดีใดก็ตามเสนอไปยังรัฐบาลได้ ถ้าหากมีการสำนึกผิดเกิดขึ้น ซึ่งนี่ตนคิดว่าจะยิ่งเป็นเงื่อนไขสร้างความขัดแย้งมากขึ้น ส่วนเรื่องคณะกรรมการปรองดองที่จะมาค้นหาข้อเท็จจริงแก้ไขกระบวนการยุติธรรมนั้น ตนคิดว่าตรงนี้ก็สมควรให้มี