"พล.อ.อนุพงษ์" ชี้ถอดยศ "ทักษิณ" ยึดกฎหมาย ไม่หวั่นภัยคุกคาม
ที่กระทรวงมหาดไทย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการเฝ้าระวังด้านความมั่นคง หลังจากที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เปลี่ยนรถประจำตำแหน่งเป็นรถตู้โฟล์คกันกระสุน อีกทั้งวานนี้(2มิ.ย.) ยังพบลูกระเบิด และกระสุนปืนจำนวนมากซุกซ่อนอยู่บริเวณลานจอดรถของกองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.)ว่า ไม่มีหรอก ไม่น่าจะมีอะไรที่รุนแรง ขณะนี้ทุกคนอยากให้บ้านเมืองสงบ และรู้ว่าถ้าทำอะไรรุนแรงลงไป มันคงไม่ใช่หนทางแก้ไขปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐทำ หรือทำต่อเจ้าหน้าที่รัฐ มันไม่ใช่แนวทาง เราต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย และความสงบ ส่วนตัวตนไม่กลัว อยู่เป็นรัฐมนตรีแค่นี้ก็พอแล้ว
เมื่อถามว่า ภายหลังการถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ผลที่ตามมาในด้านการเคลื่อนไหว จะเป็นอย่างไร รมว.มหาดไทย กล่าวยืนยันว่า ทุกคนจะไปคิดถึงผลที่ตามมาดังกล่าวไม่ได้ ต้องยืนอยู่บนหลักที่ควรปฏิบัติ อาทิ เจ้าหน้าที่ต้องรู้จักกฎหมาย ไม่กลั่นแกล้ง หากกฎหมายระบุอย่างไรต้องทำตามนั้น แต่ถ้าคิดว่าทำแล้วมันจะเกิดอะไรตามมา หรือไม่เกิดอะไร อย่างนี้ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ คิดแบบนี้ไม่ได้ ต้องว่ากันไปตามถูกผิดของกฎหมาย ส่วนจะมีผลกระทบกับการปรองดองของคนในชาติหรือไม่นั้น เป็นคนละส่วนกัน ขอย้ำให้สังคมรู้ว่า ปรองดองก็ส่วนปรองดอง คืออยู่ร่วมกันได้ภายใต้ความเห็นต่าง ต้องไม่ใช่ความรุนแรง ยุยงปลุกปั่นให้แตกแยก แต่อะไรที่ต้องดำเนินการตามกฎหมาย เช่นคดีความต่างๆ ก็ต้องดำเนินการ หลายคนมักจะนำสองส่วนนี้มาเกี่ยวโยงกันทุกครั้ง
เมื่อถามว่า แต่มันอาจเป็นจุดหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของกลุ่มคนเสื้อแดง พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ต้องช่วยกันสร้างความเข้าใจให้พวกเขา ว่าต้องอยู่ตามกฎหมาย ขอฝากไปยังสื่อมวลชน ต้องพูดกับสื่ออย่างเดียว ถ้าพูดกับสื่อรู้เรื่อง คนอื่นก็รู้เรื่องทั้งหมด
“อยู่ที่สื่อ คนอื่นเขาเข้าใจหมดแล้ว แต่สื่อไม่ค่อยเข้าใจ ผมพูดจริงๆ ท่านเอาไปลงตามนี้ได้เลย พูดชัดแล้วนะ ปรองดองก็ส่วนปรองดอง คืออยู่ร่วมกันอย่างสันติสงบ จะเห็นต่างหรือชอบไม่เหมือนกันได้ทุกอย่าง แต่ต้องไม่นำความขัดแย้งมาเป็นเงื่อนไข แล้วสร้างความรุนแรง ส่วนเรื่องของกฎหมายก็เป็นอีกเรื่อง แต่ท่านนำไปรวมกัน ผมก็ว่า ต้องแยกออกจากกัน ไม่เกี่ยวกัน ถ้าสอนให้สังคมรู้ว่าเป็นตามนี้ มันก็จะไปได้” รมว.มหาดไทย กล่าว




