ตลอด 5 วันนับตั้งแต่วันพรุ่งนี้ (อังคาร 2 มิ.ย.) เป็นต้นไป คณะกรรมาธิการจะเชิญผู้เสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญมาถกแถลงเหตุผลในการเสนอแก้ไข
ก่อนที่คณะกรรมาธิการจะตัดสินใจว่าจะแก้ไขตามข้อเสนอเหล่านั้นหรือไม่
ผู้เสนอแก้ไขที่คณะกรรมาธิการจะเชิญมาพูดคุยจะมี 9 กลุ่ม แต่มาจาก 2 ส่วนคือ สภาปฏิรูปการเมือง (สปช.) และคณะรัฐมนตรี(ครม.) ซึ่งเป็น 2 องค์กรที่รัฐธรรมนูญชั่วคราวให้อำนาจในการเสนอแก้ไขไว้ (จริงๆ มีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อีกองค์กร แต่ คสช.ขอไม่เสนอความเห็น)
แต่แม้ คสช.จะไม่เสนอความเห็น แต่ข้อเสนอที่มาจาก ครม.ก็เป็นตัวสะท้อนความคิดความเห็นของ คสช.ได้อย่างชัดเจนครม.เสนอแก้ไขมาประมาณ 100 ประเด็น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรายละเอียดปลีกย่อยเกี่ยวกับการปฏิบัติงานตามข้อเสนอของกระทรวงต่างๆ
ในส่วนของ สปช. 8 กลุ่มนี้ ที่น่าสนใจคือข้อเสนอของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง และคณะกรรมาธิการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเสนอมากถึง 334 จุด
เรียกว่าเป็นการเสนอ “ยำใหญ่” กันทีเดียว
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการเสนอแก้ไขมาหลายร้อยประเด็น แต่ประเด็นที่ต้องจับตา คือข้อเสนอแก้ไขในส่วนที่เป็น “หลักการสำคัญ” ของร่างรัฐธรรมนูญ
หากจำกันได้ ก่อนหน้านี้คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญที่มี “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” เป็นประธาน เคยยืนยันว่าไม่สามารถแก้ไขส่วนที่เป็น “หลักการสำคัญ” ได้ ซึ่งส่วนที่เป็นหลักการสำคัญที่คณะกรรมาธิการพูดถึงได้แก่ 1.ที่มา ส.ส. 2.ที่มาและอำนาจ ส.ว. 3.ที่มานายกฯ
พิจารณาข้อเสนอแก้ไขของ ครม. และ สปช. ปรากฏว่า “ที่มา ส.ว.” เป็นประเด็นที่มีการเสนอแก้ไขมากที่สุด
ในข้อเสนอของ ครม.อาจจะไม่ถือเป็นสาระสำคัญมาก เพราะเสนอให้ตัด “คณะกรรมการคัดกรองผู้สมัคร ส.ว.” ที่จะมาทำหน้าที่คัดกรองผู้สมัครแต่ละจังหวัดให้เหลือไม่เกิน 10 คน ขณะที่ตามคณะ
กรรมาธิการเองเคยบอกว่าตามข้อมูลการสมัคร ส.ว.ที่ผ่านมามีจังหวัดที่มีผู้สมัครเกิน 10 คนแค่ 2 จังหวัด ซึ่งก็เท่ากับคณะกรรมการคัดกรองก็ไม่มีความสำคัญอยู่แล้ว
ขณะที่ข้อเสนอของทาง สปช.เสนอแบบ “สุดขั้ว” คือ ให้ ส.ว.ทั้งหมดมาจากการเลือกตั้ง (ของคณะกรรมาธิการให้มาจากการเลือกตั้ง 77 คนคือจังหวัดละคนโดยมีคณะกรรมการคัดกรอง และอีก 123 คน มาจากการสรรหา)
ส่วนเรื่องอำนาจ ส.ว. ทั้งสองส่วนก็เสนอให้แก้ไขเช่นกัน โดย ครม.เสนอตัดอำนาจ ส.ว.ใน 2 เรื่องสำคัญคือ เสนอกฎหมาย และตรวจสอบคุณสมบัติผู้ที่จะเป็นรัฐมนตรี
เรื่องระบบเลือกตั้งทั้ง ครม.และ สปช. ไม่เห็นด้วยกับระบบสัดส่วนผสมของคณะกรรมาธิการ ที่มีต้นแบบจาก“ระบบเยอรมัน” และเสนอให้กลับไปใช้รูปแบบเดิม คือ ส.ส.เขตประมาณ 400 และบัญชีรายชื่อ 100 คน
เรื่องที่มานายกฯ เป็น “หลักการสำคัญ” เรื่องเดียวที่ ครม.ไม่แตะ ซึ่งแน่นอนว่าจะมองเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากแสดงว่า “เห็นด้วย”กับการที่คณะกรรมาธิการ “เปิดทางคนนอก” เป็นนายกฯได้
ส่วน สปช.เสนอแก้ไข “ปิดทางนายกฯคนนอก” โดยให้นายกฯต้องเป็น ส.ส.เท่านั้น
นอกจาก “หลักการสำคัญ” เหล่านี้แล้ว ยังมีการเสนอแก้ไขประเด็นที่สำคัญอีกเป็นสิบเรื่องโดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างอำนาจทางการเมือง
ต้องรอดูว่าสุดท้ายคณะกรรมาธิการจะยอมแก้ไขหรือไม่ หรือจะยอม“หัก”ไม่ยอม“งอ”?





