คืบหน้าการจับกุมผู้ต้องหาคดี ค้ามนุษย์ โรฮิงญา ทะลุ 51 ราย เกือบ 70% จ่อยึดอายัดทรัพย์สินเครือข่ายปาดังเบซาร์ 50-60 ล้านบาท
ห้องประชุมชัยจินดา ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจภูธรภาค 9 ส่วนหน้า (ศปก.ภ.สน.) สภ.หาดใหญ่ พล.ต.ท.มนตรี โปตระนันท์ ผบช.ภ.9, พล.ต.ต.พุทธิชาต เอกฉันท์ รองผบช.ภ.9/ผบ.ศปก.ภ.9สน., (รับผิดชอบงานสืบสวน) พล.ต.ต.วีระสิทธิ์ เพชรคล้าย รองผบช.ภ.9,ผบ.ศปก.ภ.9สน. พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ รองผบช.ภ.8, (รับผิดชอบการสอบสวน)
เรือโทสมนึก เสียงก้อง รองอธิบดีอัยการ,พ.ต.อ.กู้เกียรติ เจริญบุญ อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด, อัยการผู้เชี่ยวชาญสำนักงานอัยการภาค 9 รักษาการอัยการจังหวัดนาทวี, อัยการจังหวัดสงขลา, อัยการจังหวัดสตูล, ร่วมแถลงข่าวความคืบหน้าในการสืบสวนสอบสวนคดีค้ามนุษย์ “โรฮิงญา”
พล.ต.ต.พุทธิชาต กล่าวว่า ความคืบหน้าในการออกหมายจับผู้ต้องหา 77 หมาย มีการจับกุม มอบตัว และอายัดตัวจำนวน 51 หมาย คิดเป็นประสิทธิผลในการจับกุม 66.23 เปอร์เซ็นต์ ก็ถือว่าการจับกุมฝ่ายสืบสวนเกิน 60 เปอร์เซ็นต์ เกือบจะถึง 70 เปอร์เซ็นต์ และยังเหลือผู้ต้องหาที่หลบหนีหมายจับอีก 26 หมาย ล่าสุดเมื่อวันที่ 28 พ.ค.ที่ผ่านมา ผู้ต้องหาเข้ามอบตัวอีก 2 ราย เป็นเครือข่ายปาดังเบซาร์
ส่วนความคืบหน้าการยึดอายัดทรัพย์สินเครือข่ายตัวเลขล่าสุดก็ยังเท่าเดิม เนื่องจากวันจันทร์วันอังคารที่จะถึงนี้ คณะกรรมการธุรกรรมของปปง.จะมีการประชุม ตัวเลขล่าสุดอยู่ที่ 84.5 ล้านบาท เป็นของเครือข่ายระนองและนครศรีธรรมราช 63.5 ล้าน และเป็นของเครือข่ายจังหวัดสตูล 21 ล้านบาท
“อาทิตย์หน้าตัวเลขการยึดอายัดทรัพย์สินเครือข่ายค้ามนุษย์จะเพิ่มขึ้น ตัวเลขประมาณที่อาจจะตัวเลขดิบก่อนการยึดอายัดทรัพย์สินจะเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 50-60 ล้านบาท สำหรับเครือข่ายจังหวัดสงขลาหรือเครือข่ายปาดังเบซาร์ แต่ตัวเลขที่ชัดเจนต้องรอคณะกรรมการธุรกรรมปปง.มีการประชุมสรุปกันอีกที และจะแจ้งตัวเลขให้ทราบ” ผบ.ศปก.ภ.9 สน.กล่าว
เรือโทสมนึก กล่าวว่า วันนี้คณะพนักงานอัยการจากสำนักงานการสอบสวนสำนักงานอัยการสูงสุด และจากสำนักงานอัยการจังหวัดสตูล จังหวัดนาทวี และจังหวัดสงขลา ได้มาร่วมหารือกับพนักงานสอบสวนของตำรวจภูธรภาค 9 ภาค8 และพนักงานสอบสวนที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือร่วมกันทำงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานในคดีนี้
ซึ่งเมื่อวันที่ 22 พ.ค.ทีผ่านมาได้หารือกันครั้งหนึ่งแล้ว หลังจากวันที่ 20 พ.ค.ท่านอัยการสูงสุดได้มีคำสั่งมอบหมายให้พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รองผบ.ตร. เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบคดีนี้ และมอบให้พนักงานสอบสวนตำรวจภูธรภาค 8 ภาค 9 ทำการสอบสวน
นอกจากนั้นทางท่านอัยการสูงสุดได้มอบหมายให้พนักงานอัยการในสำนักงานการสอบสวนซึ่งอยู่ที่ส่วนกลาง กับพนักงานอัยการในสำนักงานอัยการจังหวัดสตูล จังหวัดนาทวี จังหวัดสงขลา จังหวัดระนอง จังหวัดพังงา จังหวัดปากพนัง และมอบเพิ่มเติมให้ให้พนักงานอัยการในสำนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในจังหวัดนครศรีธรรมราชทำการสอบสวนร่วมกับพนักงานสอบสวน
เพื่อความคล่องตัวของพนักงานสอบฝ่ายตำรวจที่จะไปทำการสอบสวนพยานในท้องที่จังหวัดที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 28 พ.ค.ก็ได้มีการพูดคุยหารือกับพนักงานสอบสวนที่ปฏิบัติงานที่ศปก.ภ.9 สน. ซึ่งได้รับทราบว่าการสอบสวนมีความคืบหน้าไปได้ดีในระดับที่น่าพอใจ
“เหตุที่ท่านอัยการสูงสุดได้มอบให้อัยการมาสอบสวนร่วมกับพนักงานสอบสวนนั้น เพราะว่าคดีนี้เป็นคดีที่มีการกระทำความผิดเกี่ยวข้องกับหลายประเทศ และเป็นคดีความผิดซึ่งมีโทษตามกฎหมายไทย ซึ่งได้มีการกระทำส่วนหนึ่งส่วนใดทำนออกราชการจักร ส่วนหนึ่งส่วนใดทำในราชอาณาจักร อัยการสูงสุดเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบท่านจึงต้องมอบให้พนักงานอัยการมาทำการสอบสวนร่วมในคดีนี้ด้วย” เรือโทสมนึก กล่าวว่า





