"สนช."ชง 24 ประเด็นปรับปรุงแก้ไขรธน. เสนอตัด"พลเมือง-กลุ่มการเมือง"ทิ้ง-วุฒิสภามาจากสรรหาทั้งหมด แนะเขียนบทเฉพาะห้ามแก้รธน. 5 ปี
นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่ 1 ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาศึกษาเสนอแนะและรวบรวมความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ สนช. ได้มอบผลสรุปและข้อเสนอแนะการแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อ พล.อ.ยอดยุทธ บุญญาธิการ สนช. และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญจำนวน 24 ประเด็นโดยมีบางประเด็นเห็นสอดคล้องและบางประเด็นเห็นต่างไปจากกรรมิการยก ร่างรัฐธรรมนูญ โดยพล.อ.ยอดยุทธ กล่าวว่า ยินดีนำข้อเสนอของสนช.ไปพิจารณาปรับปรุงในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมทั้งพร้อมจะนำความเห็นจากหน่วยงานอื่นๆ เช่นภาคประชาชน พรรคการเมือง ไปพิจารณาปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ออกมาดีที่สุด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับประเด็นที่สนช.ได้เสนอแก้ไข 24 ประเด็นมีประเด็นที่สำคัญอาทิ ให้ตัดคำว่า “พลเมือง”ออกจากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้โดยให้ใช้คำว่า”บุคคล”แทน กรณีที่มานายกรัฐมนตรีคนนอก สนช.เห็นด้วยกับหลักการตามาตรา 172 แต่เห็นว่าหลักการดังกล่าวยังไม่ครอบคลุม หรือแก้ปัญหาได้ทุกเหตุการณ์ เช่น กรณีที่ไม่มีสภาผู้แทนราษฎร และนายกรัฐมนตรีรักษาการ จึงเสนอให้วุฒิสภาปฏิบัติหน้าที่แทนสภาผู้แทนราษฎรเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว เสนอให้ตัดมาตรา 181 ,182 ตลอดจนกลุ่มการเมืองทิ้งทั้งหมด เนื่องจากจะเป็นการทำลายสถาบันทางการเมืองทำให้ไม่เข้มแข็ง
ขณะที่ที่มาของส.ส.เห็นด้วยกับการยกร่างของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทั้งที่มา ส.ส. การแบ่งเขตเลือกตั้ง ระบบโอเพ่นลิสต์ ส่วนที่มา ส.ว.ให้มาจาการสรรหาทั้งหมด แต่ให้แบ่งกลุ่มอาชีพให้ชัดเจนและเพิ่มกรรมการสรรหาให้มากขึ้น โดยเห็นว่าที่ผ่านมาส.ว.มาจากสรรหาและเลือกตั้ง แต่กลับพบความขัดแย้งของการปฏิบัติร่วมกันของสมาชิกทั้ง 2 กลุ่ม โดยส.ว.ที่มาจากเลือกตั้งมักมาจากฐานเสียงเดียวกันกับส.ส. จึงทำให้ถูกครอบงำจากฝ่ายบริหารได้ การถ่วงดุลไม่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งตัดอำนาจส.ว.ในการเสนอกฎหมาย และถอดถอนบุคคลที่วุฒิสภาไม่ได้แต่งตั้งหรือให้ความเห็นชอบ โดยบุคคลอื่นๆให้คณะกรรมการป.ป.ช. จัดทำสำนวนยื่นต่อศาลฏีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเพื่อพิจารณาถอดถอน
นอกจากนี้ในส่วนของคณะผู้บริหารท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ให้มีการเพิ่มให้ผู้บริหารท้องถิ่นดำรงตำแหน่งและมีวาระคราวละ 4 ปี แต่ดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกิน 2 วาระไม่ ทั้งนี้เพื่อป้องกันการผูกขาดอำนาจทางการเมืองของบุคคลหรือกลุ่มบุคคล สำหรับประเด็นของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นั้นเสนอให้กกต.คงอำนาจหน้าที่ไว้เช่นเดิมตามรัฐธรรมนูญปี 2550 และค้านการควบรวมผู้ตรวจการแผ่นดิน และกรรมการสิทธิมนุษยชนเข้าด้วยกัน เนื่องจากทั้ง 2 องค์กรต่างมีบทบาทหน้าที่ที่ต่างกัน ตลอดจนไม่เห็นด้วยให้ตั้งองค์ใหม่ๆขึ้นมากเกินไป เช่น สภาตรวจสอบภาคพลเมืองในแต่ละจังหวัด สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ สมัชชาพลเมือง คณะกรรมการดำเนินการจัดการเลือกตั้ง(กจต.) อย่างไรก็ตามควรจัดให้มีคณะกรรมการอิสระเสริมสร้างความปรองดองแห่งชาติ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติเพื่อให้สอดคล้องกับแผนดำเนินการตามแนวทางการปฏิรูปต่างๆ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับบทเฉพาะกาล สนช.เห็นว่าควรกำหนดเงื่อนไขห้ามแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นเวลา 5 ปี ภายหลังจากการประกาศใช้บังคับรัฐธรรมนูญโดยนำแนวคิดมาจากบทเฉพาะกาล รัฐธรรมนูญ ปี 2540 มาใช้ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการปฏิรูปด้านต่างๆก่อน นอกจากนี้ในมาตรา 308(3)ควรบัญญัติให้ ส.ว.ที่ดำรงตำแหน่ง ณ วันที่ 24 พ.ค. 2557 และยังไม่ครบวาระแต่ต้องพ้นจากตำแหน่งตามคำสั่งของคสช.เท่านั้น ที่สามารถเข้าสู่ตำแหน่ง ส.ส.และ ส.ว.ได้ โดยไม่ถือว่ามีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญนี้ แต่ไม่ให้ครอบคลุมถึง ส.ว.ที่ปฏิบัติหน้าที่ ระหว่างปี 2551 -2557 โดยเทียบเคียงกับรัฐธรรมนูญปี 2550 ทั้งนี้เนื่องจาก ส.ว.ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ ณ วันที่ 24 พ.ค.2557 อยู่ยังไม่ครบวาระการดำรงตำแหน่ง ส่วน ส.ว.ที่ปฏิบัติหน้าที่ระหว่างปี 2551-2557 ได้ดำรงตำแหน่งครบวาระแล้ว





