เปิดคำขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญ ปมการเมืองของ สปช.8กลุ่ม และข้อเสนอให้เพิ่มเติมมาตรา
การยื่นคำขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญ ของ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ต่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 8 กลุ่มคำขอแก้ไข เมื่อวันที่ 25 พ.ค. เรียงตามลำดับการยื่นได้ดังนี้ 1.กลุ่มสังคมและพลเมือง นำโดย นพ.พลเดช ปิ่นประทีป 2.กลุ่มยุทธศาสตร์ชาติ นำโดยนายธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์ 3.กลุ่มพลังงานและสิ่งแวดล้อม นำโดยนายมนูญ ศิริวรรณ 4.กลุ่มเศรษฐกิจ นำโดยนายสมชัย ฤชุพันธุ์ 5.กลุ่มพันธมิตร นำโดยนายสมศักดิ์ โล่สถาพรพิพิธ, 6.กลุ่มการเมืองและกระบวนการยุติธรรม นำโดยนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์, 7. กลุ่มสื่อมวลชนและการคุ้มครองผู้บริโภค นำโดยนายประสาร มฤคพิทักษ์ และ 8.กลุ่มการกระจายอำนาจและการปกครองท้องถิ่น นำโดย นายพงศ์โพยม วาศภูติ โดยมีรายละเอียดประเด็นการเมือง และองค์กรตรวจสอบ ดังนี้
1.ที่มานายกรัฐมนตรี - “กลุ่มการเมืองฯ” เสนอ ให้บัญญัตินายกฯ ต้องเป็น ส.ส. ผ่านความเห็นชอบในสภาฯ ไม่ห้ามนายกฯ เป็นส.ส.ขณะเดียวกัน
“กลุ่มพันธมิตร” เสนอกรณีนายกฯ คนนอก โดยกำหนดให้บุคคลที่ไม่เป็นส.ส. จะได้รับเลือกเป็นนายกฯ เฉพาะกรณีที่การเลือกนายกฯ คราวแรก ไม่มีผู้ได้คะแนนเห็นชอบเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกสภาฯเท่านั้น โดยในการลงคะแนนของคนนอก ให้ใช้คะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนส.ส.
2.ประเด็นเกี่ยวกับรัฐมนตรี - “กลุ่มการเมืองฯ” เสนอให้ ส.ส.เป็นรัฐมนตรีได้และในขณะเดียวกัน, “กลุ่มสังคมและพลเมือง” เสนอเพิ่มคุณสมบัติ ให้เป็นผู้ที่ประกอบอาชีพสุจริตมีรายได้อยู่ในเกณฑ์ต้องเสียภาษีเงินได้มาไม่น้อยกว่า 5 ปี,
“กลุ่มพันธมิตร” เสนอเพิ่มหลักเกณฑ์กรณีที่รัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่ง เมื่อร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยงบประมาณประจำปี ไม่ผ่านการพิจารณาของสภาฯ
“กลุ่มสื่อมวลชนและผู้บริโภค” เสนอให้ ส.ส.เป็นรัฐมนตรีได้ เพื่อให้รัฐมนตรีมีความรับผิดชอบ และผ่านการตรวจสอบโดยการเลือกตั้งก่อนเข้ารับตำแหน่ง
3. ที่มาส.ส. - โดยคำขอส่วนใหญ่เสนอตัดประเด็น “กลุ่มการเมือง” ที่ระบุไว้ในทุกมาตราออก เพราะมองว่ากลุ่มการเมืองไม่มีความเป็นสถาบัน และกังวลว่าจะเป็นตัวแทนของพรรคการเมืองและสร้างปัญหาในระบบการเมืองได้ และมีรายละเอียดอื่นๆ
“กลุ่มการเมืองฯ” เสนอให้ส.ส. มีจำนวน 500 คน แบ่งเป็นการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต จำนวน 400 คน โดยรูปแบบเขตใหญ่เรียงเบอร์ กำหนดให้มีส.ส.เขตละ 2 คนแต่ไม่เกิน 3 คน และแบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 100 คน โดยใช้เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้งและให้ลงคะแนนในบัญชีรายชื่อของพรรคเพียงพรรคเดียว,
“กลุ่มพลังงานและสิ่งแวดล้อม” ให้ยกเลิกการให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งระบุชื่อผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อให้เป็นผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. (โอเพ่นลิสต์) สำหรับคุณสมบัติของผู้สมัคร ส.ส. ได้เพิ่มบทบัญญัติให้เปิดเผยรายการภาษีเงินได้ย้อนหลัง 5 ปี ต่อสาธารณะของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ขณะที่การให้เอกสิทธิคุ้มครองส.ส ได้ตัดในประเด็นบทบัญญัติที่ห้ามจับกุม คุมขัง หรือหมายเรียกตัว ส.ส. และส.ว. ระหว่างสมัยประชุมออก
“กลุ่มพันธมิตร” เสนอให้ ส.ส. มีจำนวน 450 คน มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จำนวน 350 คน และมาจากบัญชีรายชื่อจำนวน 100 คนโดยใช้เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ขณะที่คุณสมบัติของผู้สมัครเป็น ส.ส. ได้เพิ่มข้อห้ามไม่ให้ผู้ที่หลบหนีคดีระหว่างพิจารณา หรือหลบหนีโทษตามคำพิพากษา จนหมดอายุความดำเนินคดี หรืออายุความลงโทษ ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. พร้อมกำหนดให้ส.ส. มีวาระ 3 ปีนับแต่วันเลือกตั้งและห้ามเป็น ส.ส.ติดต่อกันเกินสองวาระติดต่อกัน เพื่อทำให้การซื้อสิทธิขายเสียงลดลง
4.ที่มาและอำนาจหน้าที่ของ ส.ว. – “กลุ่มการเมืองฯ” เสนอให้มีส.ว. จำนวน 154 คนมาจากการเลือกตั้งในแต่ละจังหวัดๆ ละ 2 คน,
“กลุ่มสังคมและพลเมือง” เสนอให้ส.ว.มีจำนวน 200 คน มาจากการสรรหาใน 4 ประเภท คือ 1.อดีตข้าราชการระดับสูง, 2.สภาวิชาชีพ, 3.ผู้แทนองค์กรด้านเกษตรกรรม, แรงงาน, วิชาการ, ชุมชน, ท้องถิ่น และ 4.ผู้ทรงคุณวุฒิและคุณธรรมด้านต่างๆ
“กลุ่มยุทธศาสตร์ชาติ” และ “กลุ่มกระจายอำนาจ” เสนอตัดคณะกรรมการกลั่นกรองส.ว.เลือกตั้ง 77 จังหวัด โดยให้สว.จังหวัดมาจากเลือกตั้งตรงจากประชาชน
“กลุ่มพลังงานและสิ่งแวดล้อม” ปรับให้ส.ว.มีจำนวน 150 คนมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรงจาก 77 จังหวัดๆ ละ 1 คน และมาจากการเลือกกันเองและสรรหาตามประเภทวิชาชีพ จำนวน 73 คน ต่างๆ เหมือนกับที่บัญญัติไว้ในมาตรา 121 ของร่างรัฐธรรมนูญ แต่ลดจำนวนลง เช่น อดีตข้าราชการระดับสูง จำนวน 8 คน, ผู้แทนวิชาชีพ จำนวน 2 คน, ผู้แทนด้านอาชีพต่างๆ จำนวน 20 คน, ผู้ทรงคุณวุฒิและคุณธรรมด้านต่างๆ จำนวน 33 คน
"กลุ่มเศรษฐกิจ” เสนอคงสัดส่วนส.ว.ไว้ 200 คน มาจากการเลือกตั้ง 77 จังหวัดๆ ละ 1 คน โดยให้ประชาชนเลือกตั้งโดยตรงโดยไม่ต้องมีกรรมการกลั่นกรองก่อน ในส่วนของการสรรหา 123 คน ได้คงสัดส่วนในแต่ประเภทไว้ตามร่างรัฐธรรมนูญเดิม แต่ได้ปรับจากให้บุคคลในประเภทต่างๆ คัดเลือกกันเอง ไปเป็นให้มีการสรรหาเพื่อป้องกันการจัดกลุ่มของตนเองและการซื้อเสียงหรือบล็อคโหวตในกลุ่มที่กำหนดไว้ ขณะที่ผู้ทรงคุณวุฒิและเชี่ยวชาญ ใน 26 ด้านให้มาจากการสรรหา, “กลุ่มพันธมิตร” ปรับรายละเอียด ส.ว. ที่มี 200 คน แบ่งเป็นมาจากการเลือกตั้งใน 77 จังหวัดๆ ละ 1 คน โดยตัดส่วนกรรมการกลั่นกรองผู้สมัคร ส.ว.จังหวัดออก และมาจากการสรรหา จำนวน 123 คน โดยเพิ่มเติมสัดส่วนของบุคคลที่มีคุณสมบัติ อาทิ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, ผู้แทนด้านการปกครองท้องที่
และ “กลุ่มสื่อมวลชนและผู้บริโภค” เสนอปรับส.ว.มีจำนวนไม่เกิน 200 คน มาจากการเลือกตั้งทางตรงผ่านกลุ่มฐานอาชีพ ได้แก่ สายวิชาชีพ, สายวิชาการ, สายข้าราชการ, สายเกษตรกรรม, สายแรงงาน, สายศิลปะและวัฒนธรรม, สายเอกชน, สายผู้ทรงคุณวุฒิ, สายองค์การภาคประชาสังคมที่ไม่แสวงหากำไร และสายอื่นๆ ตามที่กฎหมายกำหนดอาชีพ และใช้เขตกลุ่มจังหวัดจำนวน 6 กลุ่มเป็นเขตเลือกตั้ง
5.องค์กรและหน่วยงานที่กำหนดไว้ตามรัฐธรรมนูญ – “กลุ่มการเมือง” เสนอให้มีการควบรวมผู้ตรวจการแผ่นดินและกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ภายใต้ชื่อเรียก ผู้ตรวจการแผ่นดินและพิทักษ์สิทธิมนุษยชน
“กลุ่มสังคมและพลเมือง” เสนอให้แยกผู้ตรวจการแผ่นดินและกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติออกจากกัน
“กลุ่มยุทธศาสตร์ชาติ” เสนอให้ปรับสภาตรวจสอบภาคพลเมือประจำจังหวัด เป็นประชาคมภาคพลเมือง เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการดำเนินงานระดับท้องถิ่น, ให้แยกผู้ตรวจการแผ่นดินและกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติออกจากกัน ส่วนการสานต่องานปฏิรูป ขอปรับให้มีคณะกรรมการขับเคลือนการปฏิรูป จำนวน 35 คน โดยเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ซึ่งรายละเอียดที่มาให้ไปกำหนดไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
“กลุ่มพลังงานและสิ่งแวดล้อม” เสนอให้องค์กรอัยการ ประกอบด้วยคณะกรรมการอัยการ อัยการสูงสุดและพนักงานอัยการ ในการสอบสวนคดีอาญาที่สำคัญ และขอแก้ไขข้อห้ามกรณีที่ข้าราชการอัยการจะไปดำรงตำแหน่งกรรมการในรัฐวิสาหกิจ โดยเว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการอัยการ พร้อมกับเพิ่มถ้อยคำไม่ให้ข้าราชการอัยการไปดำรงตำแหน่งกรรมการ, ผู้จัดการ หรือที่ปรึกษากฎหมายของห้างหุ้นส่วนบริษัท ทั้งนี้เห็นด้วยกับการควบรวมผู้ตรวจการแผ่นดินและกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แต่ขอให้ลดจำนวนกรรมการเหลือ 7 คน เพื่อความเหมาะสมกับภารกิจ ขอคงสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไทย และตัดคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ ออก ทั้งนี้สภาขับเคลื่อนฯ ขอให้มีจำนวน100 คน มาจากสปช. 50 คน, สนช. 20 คน และผู้ทรงคุณวุฒิและเชี่ยวชาญ 30 คน
“กลุ่มพันธมิตร” เสนอตัดสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ ออกทั้งมาตรา เพื่อให้สภาปฏิรูปแห่งชาติปฏิบัติหน้าที่ต่อไปเพื่อความต่อเนื่องจนภารกิจเสร็จสิ้น และตัดคณะกรรมการอิสระเสริมสร้างความปรองดองแห่งชาติรวมถึงการทำหน้าที่ทั้งหมดออก
“กลุ่มสื่อมวลชนและผู้บริโภค” เสนอให้แยกผู้ตรวจการแผ่นดินและกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติออกจากกัน และเพิ่มให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่มีอิสระ โดยกำหนดให้มีกรรมการจำนวน 6 คน มีวาระดำรงตำแหน่ง 6 ปีและเป็นได้เพียงวาระเดียว เพื่อลดการแทรกแซงทางการเมือง เพราะเดิม ป.ป.ท. เป็นหน่วยงานที่สังกัดในกระทรวงการยุติธรรมทำให้ถูกแทรกแซงได้ และเสนอให้ปรับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทำหน้าที่สานต่องานปฏิรูปเท่านั้น โดยตัดส่วนคณะกรรมการยุทธศาตร์การปฏิรูปประเทศแห่งชาติออก และตัดคณะกรรมการอิสระเสริมสร้างความปรองดองแห่งชาติรวมถึงการทำหน้าที่ทั้งหมด ออก
“กลุ่มการกระจายอำนาจฯ” เสนอให้แยกผู้ตรวจการแผ่นดินและกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติออกจากกัน และตัดคณะกรรมการอิสระเสริมสร้างความปรองดองแห่งชาติรวมถึงการทำหน้าที่ทั้งหมด ออก เนื่องจากมองว่าจะทำให้ไม่ก้าวข้าวปัญหาเดิม
6.การดำเนินการตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง - “กลุ่มการเมืองฯ” เสนอให้สิทธิ ส.ส. จำนวน 1 ใน 10 ของสมาชิกที่มียื่นคำร้องต่อประธานวุฒิสภา เพื่อตั้งกรรมการไต่สวนอิสระ ทำหน้าที่ตรวจสอบความประพฤติของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ขณะที่กรณีที่นายกฯ รัฐมนตรี, ส.ส., ส.ว. หรือข้าราชการการเมืองอื่นที่ร่ำรวยผิดปกติ ทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ หรือกฎหมาย ให้ศาลอุทธรณ์และศาลฏีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิจารณาพิพากษา
“กลุ่มพลังงานและสิ่งแวดล้อม” เสนอให้การลงมติไม่ไว้วางใจนายกฯ กระทำโดยการลับ
นอกจากนั้นยังมีประเด็นที่เสนอให้บัญญัติขึ้นใหม่ ที่น่าสนใจ อาทิ กลุ่มการเมืองฯ เสนอให้จัดระเบียบหน่วยราชการกลาโหม หน่วยงานทหาร และหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อทำหน้าที่พิทักษ์รักษาเอกราชและความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรไทย รักษา ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และผลประโยชน์ชาติ ขณะที่การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร กำหนดให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานตำรวจ
“กลุ่มสังคมและพลเมือง” เสนอเพิ่มสิทธิบุคคลในการฟ้องร้องหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรอื่นของรัฐที่เป็นนิติบุคคล ให้รับผิดชอบเนื่องจากการกระทำหรือละเว้นการกระทำของข้าราชการ พนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานนั้น เพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 60 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550
“กลุ่มยุทธศาสตร์ชาติ” เสนอให้ มีองค์กรยุทธศาสตร์ชาติเป็นองค์กรของรัฐที่มีอิสระ เพื่อทำหน้าที่จัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ในการดำเนินการบริหารราชการแผ่นดิน การกำหนดนโยบายของคณะรัฐมนตรี และการออกกฎหมายโดยรัฐสภา
“กลุ่มพลังงานฯ” เสนอเพิ่มมาตรา 308 ว่าด้วยการทำประชามติหลังจากที่รัฐธรรมนูญใหม่มีผลบังคับใช้ เพื่อให้ประชาชนออกเสียงว่าจะดำเนินการปฏิรูปประเทศให้มีความยั่งยืนให้เสร็จสิ้นก่อนจะจัดการเลือกตั้งหรือไม่
“กลุ่มเศรษฐกิจ” เสนอเพิ่มบทบัญญัติให้รัฐบาลกำหนดกรอบวินัยการคลัง โดยจัดทำงบประมาณระยะปานกลาง (3-5 ปี) ซึ่งครอบคลุมรายรับและรายจ่ายทั้งหมดของภาครัฐโดยรวม ประเมินความเสี่ยงทางการคลังและกำหนดเงื่อนไขสำหรับความยั่งยืนทางการคลัง
เพิ่มให้มีการจัดตั้งศาลคดีทุจริตให้เป็นศาลชำนัญพิเศษ มีอำนาจในการพิจารณาคดีเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบ การทำผิดต่อตำแหน่งของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและกรรมการในองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และความผิดต่อตำแหน่งราชการ ความผิดกฎหมายเกี่ยวกับพนักกงานในองค์กรของรัฐ, ความผิดกฎหมายเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ และคดีที่จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบ
“กลุ่มสื่อมวลชนและผู้บริโภค” เสนอบัญญัติให้ปิโตรเลียมเป็นทรัพยากรของปวงชนชาวไทย และให้มีบริษัทพลังงานแห่งชาติทำหน้าที่บริหารจัดการและดูแลสิทธิในทรัพยากรปิโตเลียมแทนปวงชนชาวไทย โดยได้สิทธิสำรวจ และผลิต รวมถึงกำหนดให้พลเมืองมีสิทธิเข้าถึงสาธารสมบัติของแผ่นดินเพื่อประโยชน์สาธารณะ ทั้งนี้พลเมืองผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหรือองค์กรนิติบุคคลย่อมมีสิทธิเรียกร้องติดตามสาธารณสมบัติของแผ่นดิน คืนจากบุคคลผู้ครอบครอง หรือใช้สิทธิในทางมิชอบ ผ่านศาล
และ “กลุ่มพันธมิตร” เสนอให้เพิ่มหลักการความรับผิดชอบในการบริหารราชการแผ่นดิน โดยกำนดให้ความรับผิดชอบนั้นหมายถงการลาออก และให้องค์กรตรวจสอบใช้อำนาจรัฐฟ้องให้รับผิดชอบทางแพ่ง และทางอาญา ในกรณีที่กระทำการเสียหายต่อราชการแผ่นดิน ประเทศ โดยทุจริตและประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง





