วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

6ข้อเท็จจริง 'โรฮิงญา' ข้อมูลใหม่ฝ่ายความมั่นคง

(รายงาน) 6ข้อเท็จจริง "โรฮิงญา" ข้อมูลใหม่ฝ่ายความมั่นคง

กระแสความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับปัญหา “ค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญา” นับตั้งแต่มีการเปิดโปงแคมป์กักกันที่ ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา เมื่อต้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา จนถึงวันนี้ แตกออกเป็นหลายประเด็น


ทั้งเรื่องปัญหาขบวนการธุรกิจผิดกฎหมาย ข้าราชการทุจริต ปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับคนเข้าเมือง ปัญหาความมั่นคง บางปัญหาละเอียดอ่อน ดังเช่นที่กำลังเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อยู่ในขณะนี้ว่าจะมี “ศูนย์ควบคุมชั่วคราว” หรือไม่อย่างไร เพราะเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและเกี่ยวพันทั้งในประเทศและต่างประเทศซึ่งแต่ละฝ่ายก็ล้วนมีเหตุผลด้วยกันทั้งสิ้น


อย่างไรก็ดีในการเสพข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็จำเป็นข้อนำข้อเท็จจริงหลายๆ มาประกอบการพิจารณาอย่างมีเหตุมีผลเพื่อให้การแก้ไขปัญหาหรือหาทางออกร่วมกันอย่างสร้างสรรค์


ล่าสุดหน่วยงานความมั่นคงไทยนำเสนอข้อมูลอีกด้านหนึ่ง ระบุว่า จากการตรวจสอบปัญหาผู้หลบหนีเข้าเมืองชาวโรฮิงญานั้นมีข้อเท็จจริงหลายประการที่สังคมไทยยังเข้าใจคลาดเคลื่อน ได้แก่


1.ชาวโรฮิงญาที่ลักลอบเข้าเมือง ไม่ใช่กลุ่มชาติพันธุ์โรฮิงญาทั้งหมด แต่มีชาวบังกลาเทศรวมอยู่ด้วยครึ่งต่อครึ่ง


2.ชาวโรฮิงญาที่หลบหนีเข้าเมืองนั้น ส่วนหนึ่งมาจากรัฐยะไข่ของพม่าแต่เป็นเพียงส่วนน้อย เพราะส่วนใหญ่ตรวจสอบแล้วมาจากคอกซ์บาซา ชายแดนบังกลาเทศที่ติดกับรัฐยะไข่ เพราะจุดนั้นมี “ขบวนการนำพา” รับจ้างพาลงเรือล่องจากอ่าวเบงกอลสู่ทะเลอันดามัน


3.ชาวโรฮิงญาที่ลักลอบเข้าไทยเป็นจำนวนมากที่สมัครใจเดินทางมาเพื่อต้องการเข้าไปทำงานที่มาเลเซีย อินโดนีเซีย ไทย หรือประเทศที่สามเพื่อหางานทำ จึงไม่ใช่เหยื่อการค้ามนุษย์ แต่เป็นการลักลอบเข้าเมือง


4.การจัดตั้งค่ายผู้อพยพหรือศูนย์พักพิงชั่วคราวในไทยจึงไม่จำเป็น และไม่ใช่แนวทางแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง


5.ที่คอกซ์บาซา ประเทศบังกลาเทศ มีค่าย 2 ค่ายที่่สามารถรองรับคนได้ร่วม 3 แสนคน ซึ่งขณะนี้ในค่ายมีชาวโรฮิงญาอยู่แค่ราวๆ 2 หมื่นกว่าคน ฉะนั้นไทยสามารถส่งคนเหล่านี้กลับไปยังค่ายดังกล่าวได้


6.ค่ายดังกล่าวอยู่ในความดูแลของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็นเอชซีอาร์ แต่กลับมีชาวโรฮิงญาลักลอบหลบหนีออกมา จึงต้องมีส่วนรับผิดชอบกับปัญหาด้วย


ทั้งนี้ หน่วยงานด้านความมั่นคงได้เสนอให้จัดการกับปัญหานี้อย่างถูกต้องตามหลักการ คือ การส่งกลับไปที่ประเทศต้นทาง ซึ่งก็คือค่ายคอกซ์บาซา ประเทศบังกลาเทศ


อย่างไรก็ดีในมุมมองของนักสิทธิมนุษยชนอย่าง สุณัย ผาสุข ผู้แทนฮิวแมน ไรท์ วอทช์ ประจำประเทศไทย บอกว่า มาตรการที่รัฐบาลไทยทำอยู่ตอนนี้เป็นการปฏิบัติตาม “กฎหมายคนเข้าเมือง” ซึ่งถือว่าชาวโรฮิงญาเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย


เขาเห็นว่า แนวทางนี้ดำเนินการมาหลายรัฐบาลแล้ว ตั้งแต่รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต่อเนื่องถึงรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และรัฐบาลขุดปัจจุบัน


ฉะนั้นถ้าหากจะมีการตั้งสถานที่ใหม่ก็จะเป็นสถานที่ที่อยู่บนกรอบกฎหมายคนเข้าเมืองคือเป็น “สถานที่ควบคุมตัวชั่วคราว” โดยยังถือว่าคนเหล่านี้เป็นคนทำผิดกฎหมาย เพียงแต่จะแก้ปัญหาเรื่องสถานที่ที่แออัด คับแคบได้ระดับหนึ่ง


“รัฐบาลพูดชัดเจนว่าจะใช้กฎหมายคนเข้าเมือง เมื่อใช้กฎหมายฉบับนี้ ตามหลักคือต้องขึ้นศาล มีเงินจ่ายค่าปรับ 2 พันบาท โรฮิงญาไม่มีเงิน ก็ต้องเอาไปขังที่ด่าน ตม. ซึ่งเตรียมไว้สำหรับกักคน 50-60 คน แต่นี่แออัดยัดเยียด บางที 200-300 คน ต้องยืนหลับ ไม่มีที่นั่ง ยืนเป็นปี กล้ามเนื้อขาตาย ป่วยตาย ผู้หญิงกับเด็กต้องแยก ตามกฎหมายไทยต้องขังแยกหญิง-ชาย ก็ต้องเอาครอบครัวไปไว้ที่บ้านพักฉุกเฉินของ พม. (กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์)”


สุณัย ชี้ว่า ปัญหาสำคัญคือนายหน้าค้ามนุษย์เจาะช่องเข้ามาได้ ทั้งที่ด่าน ตม. และบ้านพักฉุกเฉิน เอาโรฮิงญาผู้ชายผู้หญิงไปขาย บางรายผู้หญิงกับเด็กโดนข่มขืน ภาพพจน์ของไทยก็ซวยซ้ำ ประเทศไทยช่วยโรฮิงญา แต่ใช้กฎหมายคนเข้าเมืองในการจัดการ ก็ทำให้ถูกมองไม่ดี โรฮิงญาก็ซวยซ้ำ ถูกเอาตัวไปขาย เอาตัวไปข่มขืน


เขายอมรับว่า แนวคิดของรัฐบาลที่จะให้ตั้งศูนย์ควบคุมตัวเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็จะมีปัญหาตามมา


“เป็นการหาทางออก เอาครอบครัวมาอยู่ด้วยกัน สถานที่กว้างขวางมากขึ้น มีรั้วรอบขอบชิดมากขึ้น นายหน้ามาเจาะลำบาก เจ้าหน้าที่ที่เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ก็ถูกปราบไปเยอะ แนวคิดภายใต้กรอบปัจจุบันจะดูแลโรฮิงญาได้ ข้อกังวลเรื่องความมั่นคงน้อยลง นานาชาติที่วิจารณ์ว่าความเป็นอยู่ไม่ดี ก็น่าจะลดน้อยลง แต่ปัญหาคือค่าใช้จ่ายในการดูแลยังเป็นของไทยและเงินภาษีของคนไทย ถ้าตั้งในลักษณะศูนย์ควบคุมตัว ภายใต้กฎหมายคนเข้าเมือง”


องค์กรสิทธิมนุษยชน รวมทั้ง ฮิวแมน ไรท์ วอทช์ จึงได้เสนอแนวทางที่เป็นทางเลือกให้กับรัฐบาลไทย เพราะถ้าใช้กรอบที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กำลังดำเนินการก็ขว้างงูไม่พ้นคอ


ดังนั้นจึงต้องร่วมมือกับนานาชาติ สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็นเอชซีอาร์ และองค์กรการย้ายถิ่นระหว่างประเทศ หรือ ไอโอเอ็ม ซึ่งองค์กรในสังกัดสหประชาชาติ เข้ามาช่วยคัดกรองสถานะว่า โรฮิงญาที่เข้ามาใครเป็นผู้หลบหนีภัยการประหัตประหาร การค้าล้างพันธุ์ และอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ หรือใครเป็นพวกฉวยโอกาสมาแสวงประโยชน์ทางเศรษฐกิจ องค์กรเหล่านี้มีมาตรฐานคัดกรองได้


“หลายคนสงสัยว่าทำไมยูเอ็นเอชซีอาร์จึงวางเฉย ไม่ช่วยไทย เรื่องนี้ต้องทำความเข้าใจว่า ไทยไม่ได้เป็นภาคีสมาชิกสนธิสัญญาผู้ลี้ภัยระหว่างประเทศ ฉะนั้น ยูเอ็นเอชซีอาร์ ไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้ ถ้ารัฐบาลไทยไม่อนุญาตเสียก่อน แม้อยากช่วยแต่ก็ช่วยไม่ได้”


เขาบอกว่า ถ้าดึงยูเอ็นเอชซีอาร์มาช่วย อย่างที่เราทำกับผู้ลี้ภัยอินโดจีน ผู้ลี้ภัยจากพม่า เงินทองค่าใช้จ่ายทั้งหมดไม่ใช่รัฐไทยออก แต่เงินทองมาจากการบริจาคของสหประชาชาติและเอ็นจีโอระหว่างประเทศ รวมทั้งรัฐบาลต่างประเทศ ไทยไม่ได้ควักเนื้อเลย แถมได้เงินอีกต่างหาก จัดซื้ออุปกรณ์ในพื้นที่ เพิ่มรายได้ให้อีก


“เราเคยเสนอรัฐบาลไปแล้วหลายรอบ ขณะนี้สถานการณ์งวดขึ้น จำนวนผู้ลี้ภัยหรือผู้แสวงหาการลี้ภัย โดยเฉพาะคนพลัดถิ่นลอยเรือมา กำลังมีจำนวนมากขึ้นเป็นทวีคูณ ไทยกำลังตกที่นั่งลำบาก ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ทำให้ไทยอยู่ตรงกลาง เป็นทางผ่าน ตราบใดที่การประหัตประหารในรัฐยะไข่ยังดำเนินต่อไป โรฮิงญาจะทะลัก ยกครัวกันมาเรื่อยไม่จบไม่สิ้น ฉะนั้นรัฐบาลต้องรีบตัดสินใจ”