"พล.อ.ประยุทธ์" เผยผลประชุมร่วมครม.-คสช. มีมติแก้รธน.ทำประชามติ รับหากทำต้องขยายเวลาโรดแมป ยัน คสช.ไม่ยุ่งร่างรธน.
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 19 พฤษภาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แถลงภายหลังการประชุมร่วมระหว่างคณะรัฐมนตรี (ครม.) และคสช.ว่า การประชุมร่วมระหว่างครม.และคสช.มีมติเห็นชอบให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว เพื่อให้มีการทำประชามติ เพราะเป็นขั้นตอนต่อไปที่ต้องดำเนินการตั้งแต่วันนี้ และยืนยันว่าทันเวลา ถ้าสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ผ่านความเห็นชอบในร่างรัฐธรรมนูญ หน้าที่ของเราก็คือทำกฎหมายให้สามารถทำได้ เพราะไม่ได้มีการระบุไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวเท่านั่นเอง
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ขอเรียนให้ทราบว่าคสช.จะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องในเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญ เนื่องจากคสช.เป็นต้นกำเนิด และคสช.ได้มอบหมายโดยตั้งคณะทำงานขึ้นมาคือสปช. ซึ่งตนพูดมานานแล้ว และสังเกตได้ว่าตนจะไม่ตอบเรื่องในเหล่านี้ ไม่เช่นนั้นคงไม่ตั้งสปช.ขึ้นมา ทั้งนี้สปช.ที่ตั้งขึ้นมานั้นก็มาจากหลายพวกหลายฝ่าย มีทั้งต่างจังหวัด หลายกลุ่มการเมือง มีนักวิชาการมีทุกคนไม่ได้ห้ามใครเลย และคนเหล่านี้ก็คัดเลือกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้น 36 คน เพราะฉะนั้นผู้ที่รับผิดชอบแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามมติของสปช.และ คสช.จะไม่มีการเสนอข้อพิจารณาขึ้นไป เพราะมันจะเป็นการที่เราจะไปชี้นำมันทำไม่ได้ และต้องการสืบทอดอำนาจ ทั้งหมดได้มีการหารือและจะมีการเสนอข้อพิจารณาของครม.ขึ้นไปภายในระยะเวลาที่กำหนดสัปดาห์หน้าจะมีการประชุมกันอีกครั้งว่าจะมีการดำเนินการแก้ไขอย่างไรในบทบาทของครม. โดยมีตนนั่งประชุมในฐานะนายกฯ เพื่อรับฟังความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
“ขอร้องสื่อมวลชนอย่าเพิ่งไปตีความยาวเหยียดไปข้างหน้า วันนี้ขอให้รอก่อนว่าสปช.จะผ่านหรือไม่ผ่าน รัฐธรรมนูญจะแก้หรือไม่แก้ ก็อยู่ที่ว่าถ้าผ่านรัฐธรรมนูญก็ทำประชามติ ต้องไปว่ากันมา วันนี้เขาเสนอมาว่าจะทำประชามติ ผมก็ต้องเตรียมตั้งหลักไว้ก่อนเพราะต้องร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
เมื่อถามว่ามีการกำหนดกรอบระยะเวลาไว้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เขามีระยะเวลาอยู่แล้วซึ่งรายละเอียดและความชัดเจนนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายมีรายละเอียดอยู่แล้ว ซึ่งทุกอย่างเป็นไปตามขึ้นตอนกฎหมาย ไม่ใช่ตามใจตน มีการกำหนดไว้ชัดเจนว่าต้องใช้เวลากี่วัน 60 วัน 120 วันมีการระบุไว้ชัดเจน การทำประชามติก็ใช้เวลา 3 เดือน จากนั้นก็มีเรื่องของการทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ (กฎหมายลูก) มีกติกากำหนดไว้ทุกอย่างแล้วไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากการทำรัฐธรรมนูญหรือการทำประชามติที่ผ่านมาเลยเพราะไม่ได้เอาตามใจของตน
เมื่อถามว่าแสดงว่าโรดแมปของรัฐบาลต้องยืดเวลาออกไปใช่หรือไม่พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ก็ไม่รู้สิผมก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ถ้าทำประชามติก็ต้องเลื่อนเวลาออกไปอยู่แล้วเพราะต้องใช้เวลาการทำประชามติ”
เมื่อถามว่าคาดว่าจะทำประชามติได้เดือนไหน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่ทราบ เพราะยังไม่รู้ ตนเพียงแต่เตรียมกันไว้ ถ้าสปช.เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญก็จะได้ให้เขาทำ เขาอาจจะไม่ทำก็ได้ก็แล้วแต่เขา อย่าไปคาดกันมาก คาดมากก็พันคอตัวเองหมด แต่เอาผมไปพันคอคนนั้นคนนี้เลย วันนี้ความขัดแย้งต้องลดลงเราต้องไม่สร้างปัญหาใหม่ วันนี้ประเทศชาติกำลังเดินหน้าไปได้ด้วยดีเศรษฐกิจที่เคยฟุบมามากๆ วันนี้ก็เริ่มขยับได้บ้างแล้ว
ผู้สื่อข่าวถามว่าในการทำประชามติจะถามเพียงว่าควรผ่านหรือไม่ผ่านร่างรัฐธรรมนูญอย่างเดียว หรือจะมีการถามในเรื่องอื่นด้วยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ให้เป็นเรื่องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งก็ต้องแบ่งงานให้เขาทำหน้าที่ซึ่งก็จะว่ากันไปทีละขั้นตอน จากนี้ไปเป็นเรื่องกระบวนการภายในของสปช.ว่าจะรับหรือไม่รับก็ว่ากันมา หากมติสปช.รับร่างรัฐธรรมนูญก็เป็นเรื่องของการแก้ไขจากนั้นก็เป็นขั้นตอนการทำประชามติ ก็เป็นหน้าที่ของกกต.รับผิดชอบต่อไป ก็จะเสนอเข้ามาว่าจะทำประชามติเรื่องอะไร ซึ่งก็ต้องใช้ทั้งเวลาและงบประมาณถ้ารับหันได้ก็รับกันไป
เมื่อถามว่าหากการทำประชามติแล้วประชาชนไม่เห็นด้วยจะทำอย่างไร และจะนำรัฐธรรมนูญปี 2540 หรือปี 2550 มาใช้ พล.อ.ประยุทธ์ ปฏิเสธที่จะตอบคำถามโดยกล่าวว่า “จะมาถามผมทำไม ให้ไปถามประชาชนเขาโน่น”
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ในเรื่องอื่นๆ ของที่ประชุมนั้น เป็นเรื่องการทำงานร่วมกันในการขับเคลื่อน ซึ่งตนเคยบอกแล้วว่าการทำงานร่วมกันของครม.และคสช.วันนี้มีหน้าที่หลายประการ ประการแรกคือการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประชาชนที่มีความเดือดร้อนและปัญหาของประชาชนในทุกระดับ เรื่องของรายได้ที่ต้องดูทั้งมหภาค ประการที่สองคืองานขับเคลื่อนการบริหารรัฐการแผ่นดิน ซึ่งมีทั้งในส่วนของนโยบายเร่งด่วนและนโยบายปกติ ประการที่สามคือการเตรียมแนวทางในการปฏิรูปเพื่อส่งให้ผู้ที่จะดำเนินการต่อก็เป็นขั้นตอนที่ชัดเจนขึ้นว่าประเทศชาติจะเดินต่อไปในวันข้างหน้าของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับ 11-12-13 ก็ต้องไปดูรายละเอียดงานของแต่ละกระทรวงว่าระยะใดจะเดินต่อไปบ้างก็ขึ้นอยู่ว่าอนาคตใครจะเข้ามาทำก็ขึ้นอยู่กับประชาชนที่จะเลือกตั้งใครอย่างไรก็แล้วแต่ ตนคงไม่เข้าไปตรงนั้น
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้เศรษฐกิจไทยเริ่มขยับได้บ้าง ซึ่งตนต้องไล่ทุกจุดว่าจะต้องทำในรูปการเชื่อมโยงการบริการจะแยกกระทรวงเหมือนอย่างที่เคยเป็นมาไม่ได้ รวมทั้งเรื่องการบริหารจัดการน้ำ การบริหารจัดการที่ดินและอนาคตข้างหน้าจะต้องมองด้วยว่าเกษตรกรคนไทยที่มีอยู่ 20 กว่าล้านคนจะทำอย่างไร จากที่มีพื้นที่เกษตรกรรม 147 ล้านไร่อยู่ในเขตชลประทานประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ซึ่งก็ต้องไปดูพื้นแก้ปัญหาน้ำระยะแรกให้ได้ 40 เปอร์เซ็นต์จากนั้นจะมีที่เหลืออีก 60 เปอร์เซ็นต์ที่ไม่อยู่ในเขตชลประทานจะทำอย่างไรจึงต้องมีการปรับเปลี่ยนการปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยลงเพื่อที่จะได้มีราคาสูงขึ้น โดยต้องทำให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ และความเจริญในอนาคตที่จะมีการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษและการพัฒนาโรงงานอุตสาหกรรมโดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งเป็นโรงงานที่มีความทันสมัย ใช้เทคโนโลยีสูง ใช้บุคลากรน้อยเพื่อรองรับคนงานไทยที่มีฝีมือและสามารถควบคุมเครื่องจักรได้ ส่วนแรงงานระดับล่างก็จะต้องมีการเตรียมรองรับในพื้นที่อุตสาหกรรมที่มีความต้องการแรงงานสูง เพราะคนไทยไม่ค่อยนิยมใช้แรงงานระดับล่างเท่าใดนัก เกรงว่าในวันข้างหน้าเราจะขาดแรงงานไทยแล้วแรงงานต่างชาติจะเข้ามามากขึ้น ถือเป็นทั้งวิกฤติและโอกาส ทั้งนี้เราต้องผลิตแรงงานไทยที่มีคุณภาพในระดับหัวหน้างานซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมกำลังพิจารณาอยู่





