วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ยื้อ!ตัดสินใจทำประชามติ เปิดช่องหายใจร่าง รธน.

(รายงาน) ยื้อตัดสินใจทำประชามติ เปิดช่องหายใจร่าง รธน.

ใกล้ครบกำหนดวันเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญของสภาปฏิรูปแห่งชาติ เพื่อนำเสนอต่อ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อนำไปปรับแก้ ก่อนที่จะเสนอกลับมาให้ สปช. เห็นชอบอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจากข่าวที่ออกมาจะเห็นได้ว่า มีความไม่เห็นด้วยในหลายประเด็น

แต่ละเรื่องนั้นเรียกได้ว่าเป็นเรื่องร้อน เราลองมาดูกันว่ามีประเด็นไหนที่จะถูกเสนอแก้กันบ้าง ในส่วนของ กรรมาธิการปฏิรูปการเมือง เตรียมเสนอถึง 18 ประเด็น โดยมีเรื่องใหญ่ๆ อาทิ การตัดเรื่อง “กลุ่มการเมือง” ทิ้งไป

หรือข้อเสนอที่กรรมาธิการยกร่างดูเหมือนจะภูมิอกภูมิใจคือการบัญญัติคำว่า “พลเมือง” เข้าไปในร่างรัฐธรรมนูญ แต่กลับกลายเป็นว่าถูกวิจารณ์ตั้งแต่ชั้นอภิปราย ถึงขณะนี้ก็ชัดเจนว่าจะมีการข้อเสนอแก้ ให้ใช้คำว่า “ประชาชน” และ “บุคคล” แทนคำว่า “พลเมือง”

ส่วนเรื่องสัดส่วนทางเพศที่ถกเถียงกันอย่างหนักในชั้นกรรมาธิการ ถึงขนาด “ทิชา ณ นคร” ที่สู้เรื่องนี้มาตลอด ถอดใจลาออกจากกรรมาธิการยกร่าง จนแม้จะไม่ได้รับการบัญญัติไว้ทุกอย่างตามที่เธอต้องการ แต่อย่างน้อยก็ใส่ไว้ได้ว่าบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องมีสัดส่วนเพศตรงข้ามอย่างน้อย 1 ใน 3 แต่ สปช. กลับไม่เห็นด้วย และให้ตัดประเด็นนี้ทิ้งไป

ขณะที่ ระบบเลือกตั้ง “เยอรมัน” ซึ่งเกือบจะเหมือน “เรือธง” ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็ถูกเสนอให้แก้กลับไปใช้ ส.ส.แบบแบ่งเขตทั้งหมด โดยให้มี ส.ส. 500 คน

สำหรับที่มา ส.ว. นั้น ก็มีผู้ให้เสนอแก้ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีเสียงไปในทางเดียวกันว่าควรเป็นแบบไหน แต่เห็นควรที่จะเปลี่ยนไปคือให้ประชาชนมามีส่วนร่วมในการเลือกตั้งโดยตรง

ในด้านศาลและกระบวนการยุติธรรม นั้นก็ได้เปิดรับฟังความเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องนอกจากนี้นำข้อเสนอของศาลมาพิจารณา โดยคาดว่าประด็นที่จะเสนอแก้ไขคือ ปรับในส่วนของคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม(กต.) โดยลดจำนวนของสัดส่วนผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนกรรมการทั้งหมด เพราะกังวลว่าหากมีผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนมากอาจเปิดช่องให้ฝ่ายการเมืองแทรกแซงและกระทบต่อระบบศาลได้

นอกจากนี้ก็มีการขอเสนอให้เพิ่มคลื่นความถี่เป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติ รวมทั้งกำหนดให้ ปิโตรเลียมเป็นทรัพยากรของปวงชนชาวไทย และให้พลเมืองสามารถเรียกร้องติดตามเอาคืนสาธารณะสมบัติของแผ่นดินจากบุคคลผู้ครอบครองได้

ประเด็นการป้องกันและปราบปรามการทุจริตนั้น เบื้องต้นมีแนวคิดเสนอรวมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้ากับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เพื่อบูรณาการทำงาน และเพิ่มกรรมการเป็น11 คน จากเดิมที่ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้มี 9 คน รวมถึงข้อเสนอให้มีแผนกคดีทุจริตในศาลยุติธรรม
ทั้งนี้มี สปช. บางคนเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความยาวมากเกินไป จึงสมควรตัดให้สั้นลง โดยเฉพาะในเรื่องที่เป็นรายละเอียดเชิงปฏิติเห็นว่าน่าที่จะเขียนไว้ในกฎหมายลูกมากกว่าที่จะมาเขียนไว้ในกฎหมายแม่บท

ที่น่าสนใจคือกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จะให้ความใส่ใจกับข้อเสนอของสมาชิสภาปฏิรูปเพียงใด เพราะแม้แม่น้ำทั้งสองสายจะมาจากต้นธารเดียวกัน อีกทั้ง 20 จาก 35กรรมาธิการยกร่างก็เป็นผู้ที่มาจาก สปช. แต่ที่เสียงที่เปล่งออกมาในช่วงนี้ดูเหมือนจะไม่สอดประสานกันมากนัก

ยังไม่นับความพยายามที่จะไม่ให้ สปช. อธิบายจนทำให้ดูเหมือนว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความเสี่ยงที่จะถูกคว่ำโดย สปช. อยู่ไม่น้อย

แต่ล่าสุดการตัดสินใจของ ครม. ที่ไม่พูดชัดว่าจะให้ทำประชามติหรือไม่ แต่ใช้วิธีเปิดช่องแทนนั้น ทำให้ทุกอย่างยังอยู่ในสภาวะคลุมเครือ ประกอบกับการจะแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวเปิดเวลาให้ กรรมาธิการยกร่างแก้ไขร่างได้เพิ่มจากเดิม 60 วัน เป็น 90 วันก็เป็นการให้กรรมาธิการได้ให้หายใจหายคอ และใช้เวลาในการแก้ไขหากจำเป็นจะต้องแก้ไขหลักการหลักที่อาจจะกระทบกับร่างทั้งฉบับ

นี่คือการแก้เกมของ “ผู้มีอำนาจ” ที่ต้องการให้ทั้งการทำงานของทั้ง สปช. และ กรรมาธิการยกร่างฯ เดินหน้าไปได้คล่องตัวขึ้นในภาวะที่น่าอึดอัดเช่นนี้ และที่สำคัญ “ไพ่ใบสุดท้าย” ก็ถูกยืดเวลาทิ้งออกมา เพื่อที่จะใช้ในห้วงที่เป็นประโยชน์มากที่สุด