วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

วิปสนช.ไม่เห็นด้วยทำประชามติร่างรธน.

"สมชาย"เผยไม่เห็นด้วยที่จะให้ทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญปี 50

นายสมชาย แสวงการ เลขานุการคณะกรรมการประสานงาน (วิป) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงการเตรียมการของสนช.ในกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อาจเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 เพื่อเปิดทางให้มีการลงประชามติ ว่า เป็นสิ่งที่ตนจะสอบถามในการประชุม วิป สนช.วันนี้ (19 พ.ค.) ว่า สนช.ควรจะต้องมีการพิจารณาบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา 46 ให้ชัดเจนหรือไม่ เพราะหากตีความอย่างแคบตามตัวบทกฎหมาย สนช.จะมีหน้าที่เพียงแค่ให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบเท่านั้น ไม่สามารถแก้ไขปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงเนื้อหาได้ เช่นเดียวกับกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญผ่านคณะกรรมาธิการยกร่างฯครั้งสุดท้ายเมื่อเข้า สปช.ก็ทำได้แค่มีมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบเท่านั้น  

นายสมชาย กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นว่าควรตีความอย่างกว้าง เพราะสนช.ทำหน้าที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ แตกต่างจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) การเสนอกฎหมายมีขั้นตอน 3 วาระ ซึ่งสนช.เป็นทั้ง ส.ส.และส.ว.อยู่ในขณะนี้ จึงควรจะต้องทำหน้าที่ในการพิจารณา และมีสิทธิที่จะปรับปรุงแก้ไขเนื้อหาการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ที่ครม.และคสช.ส่งมาได้ด้วย เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการทำงานและประชาชน แม้ว่าในรัฐธรรมนูญมาตรา 46 จะบัญญัติว่า “ในการพิจารณาให้ความเห็นชอบ สนช.จะแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมนั้นมิได้ เว้นแต่ครม.และคสช.จะเห็นชอบด้วย”

นายสมชาย กล่าวว่า ต้องถามนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช.ที่มีส่วนร่วมร่างรัฐธรรมนูญปี 2557 ด้วยว่าเจตนารมณ์ของมาตรา 46 ต้องการให้ สนช.ให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบเท่านั้น หรือเปิดโอกาสให้เสนอเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ แม้ว่าทั้งหมดจะขึ้นอยู่กับความเห็นชอบของครม.และคสช.ก็ตาม แต่จะทำให้สนช.ทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติได้สมบูรณ์มากขึ้น  

"สนช.จึงน่าจะได้ทำหน้าที่เสนอความเห็นในประเด็นที่คิดว่าต้องแก้ไข เช่น เรื่องระยะเวลาการทำประชามติ โดยส่วนตัวเห็นว่าควรจะเป็น 180 วัน เพื่อให้มีเวลาในการจัดพิมพ์ร่าง ส่งไปรษณีย์ และให้เวลาประชาชนได้อ่านเพื่อทำความเข้าใจ ซึ่งสามารถเสนอในการพิจารณาวาระ 1 ได้ แต่ขึ้นอยู่กับตัวแทนของรัฐบาลและคสช.ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ ถ้าไม่เห็นด้วยก็จบไปสู่ขั้นตอนว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบเท่านั้น แต่ถ้าตัวแทนรัฐบาลและคสช.เห็นว่ามีเหตุผลก็สามารถนำกลับไปให้ครม.และคสช.พิจารณาปรับปรุงแล้วส่งกลับมาใหม่ ซึ่งเท่ากับว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญก็จะไม่ผ่าน 3 วาระรวดในวันเดียว แต่เมื่อครม.และคสช.ส่งกลับมาการลงมติผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2557 ก็จะจบภายในวันเดียว โดยได้ผ่านขั้นตอนการแปรญัตติจาก สนช.แล้ว” นายสมชาย กล่าว  

นายสมชาย กล่าวว่า การแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญต้องมีทางออกด้วยว่า เมื่อทำประชามติแล้วหากไม่ผ่านจะดำเนินการอย่างไร ซึ่งมี 3 ทางเลือก คือ 1.เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ 2557 คือ เริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ 2.ใช้ร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการยกร่างฯ มาปรับปรุงแก้ไข 3.ใช้รัฐธรรมนูญ 50 มาเป็นหลักในการพิจารณาและปรับปรุงแก้ไขในส่วนที่มีปัญหา ซึ่งหากเป็นทางเลือกแรกการเลือกตั้งก็จะช้าออกไปมากกว่าการนำรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งมามาปรับปรุง ซึ่งน่าจะดำเนินการรวดเร็วกว่าการเริ่มต้นตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างฯชุดใหม่ แต่ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของครม.และคสช.  

นายสมชาย กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยที่จะให้ทำประชามติโดยเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญปี 50 ว่าหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านก็ให้ใช้ปี 50 เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง เพราะแม้รัฐธรรมนูญ 50 จะมีข้อดีอยู่มากแต่ก็มีบางอย่างที่เป็นปัญหา หากไม่แก้ไขก่อนแล้วไปเลือกตั้งเลยโดยใช้รัฐธรรมนูญ 50ก็จะต้องเกิดความขัดแย้งในอนาคตขึ้นอีก