"สมศักดิ์ โกศัยสุข" ยื่น 12 ข้อเสนอแก้ไขร่างรธน.ใหม่
นายสมศักดิ์ โกศัยสุข หัวหน้าพรรคสังคมประชาธิปไตยไทย เข้ายื่นข้อเสนอให้แก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญ ต่อนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยมี 12 ประเด็นที่ขอให้แก้ไข ได้แก่ 1.มาตรา 34 – มาตรา 72 ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล ให้ตัดตอนท้ายของทุกมาตราที่ว่า “ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ” ออก เพื่อไม่ให้ส.ส.ออกกฎหมายริดรอนสิทธิเสรีภาพ และการมีส่วนร่วมของพลเมืองให้น้อยลงได้, 2.หมวด 2 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ประกอบด้วย แก้ไขมาตรา 87 ว่าด้วยรัฐต้องจัดให้มีการพัฒนากฎหมาย โดยให้เพิ่มถ้อยคำว่าด้วยการให้มีกฎหมายจัดเก็บภาษีมรดก ภาษีทรัพย์สิน ภาษีการถือครองกรรมสิทธิในที่ดิน ภาษีในตลาดหลักทรัพย์ ไว้ในบทบัญญัติ, แก้ไขมาตรา 88 โดยขอเพิ่มถ้อยคำให้รัฐสนับสนุนและส่งเสริม และคุ้มครองระบบสหกรณ์ให้เป็นอิสระ และจัดตั้งธนาคารสหกรณ์แห่งชาติ เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม, แก้ไขมาตรา 91 ให้รัฐบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจอย่างเป็นระบบ มีประสิทธิภาพ และยกระดับธรรมาภิบาลในระดับสากล เพื่อประโยชน์ของประเทศ ทั้งนี้เพื่อรักษาสมบัติของประเทศ ไม่ให้ถูกผูกขาดโดยนายทุน เอกชน, แก้ไขมาตรา 92 โดยขอให้เพิ่มให้การปิโตเลียมและเชื้อเพลิงธรรมชาติอื่นเป็นทรัพยากรของาติ รัฐต้องดำเนินการตามหลักธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชน ห้ามเอกชนไปดำเนินการแสวงกำไรส่วนตัว
3.หมวด 3 รัฐสภา แก้ไข มาตรา 106 ว่าด้วยการแบ่งเขตเลือกตั้งส.ส.แบบบัญชีรายชื่อที่กำหนดให้แบ่งพื้นที่เป็น 6 ภาค และให้แต่ละภาคเป็นเขตเลือกตั้ง แก้ไขเป็นให้ใช้เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง เพื่อสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนที่เห็นด้วยกับนโยบายพรรคการเมืองและป้องกันไม่ให้นักการเมือง หรือผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นซื้อเสียงเข้าสู่ตำแหน่ง, 4.แก้ไขมาตรา 108 ว่าด้วยคุณสมบัติผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ใน (3) โดยให้เพิ่มผู้ที่ไปประกอบอาชีพในเขตเลือกตั้งนั้นเกิน 1 ปีเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตนั้นด้วย เพื่อให้ผู้ใช้สิทธิเลือกผู้แทนตามพื้นฐานที่ตนประกอบอาชีพ และลดการซื้อเสียง, 5.บทว่าด้วยวุฒิสภา ขอแก้ไข มาตรา 121(3) เพิ่มจำนวนวุฒิสภาด้านแรงงาน วิชาการ ชุมชน และท้องถิ่นที่เลือกกันเอง เป็น 44 คนและลดจำนวน ส.ว.ที่มาจากผู้ทรงคุณวุฒิและคุณธรรมด้านต่างๆ
6.การถอดถอนจากตำแหน่ง ให้ยกเลิกมาตรา 254 วรรคหนึ่ง วรรคสอง วรรคสาม และตัดอำนาจของ ส.ว. ในการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและตำแหน่งอื่น ตามมาตรา 253 (1) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดินและพิทักษ์สิทธิมนุษยชน กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และ(2) ผู้พิพากษา ตุลาการ ข้าราชการอัยการ หรือ ผู้ดำรงตำแหน่งระบดับสูง โดยให้คณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นำคดีขึ้นสู่ศาลฏีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เนื่องจากที่ผ่านมาวุฒิสภาไม่เคยลงคะแนนถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ ทั้งที่มีความผิดประจักษ์ เพราะคนจำนวนมากถูกล็อบบี้ ถูกซื้อ อีกทั้ง ส.ว.บางส่วนเป็นนอมินีของนักการเมือง นอกจากนั้นส.ว.ยังขาดข้อมูลที่ถูกต้องในการพิจารณา ขาดวุฒิภาวะ,
7.มาตรา 266 ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้เพิ่มอำนาจในส่วนการจัดทำโปสเตอร์ แผ่นป้ายประกาศ โฆษณาหาเสียงผ่านสื่อต่างๆ ของรัฐ ให้กับทุกพรรคการเมืองที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง เพื่อป้องกันการใช้จ่ายโฆษณาที่ใช้เงินเกินจำนวน และป้องกันการใช้เงินซื้อเสียงทางตรงและทางอ้อม
8.ให้แยกผู้ตรวจการแผ่นดิน ออกจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เพราะการใช้อำนาจหน้าที่ของทั้ง 2 องค์กรบางส่วนขัดแย้งกัน หากจะยุบควรยุบผู้ตรวจการแผ่นดิน เพราะที่ผ่านมาไม่สามารถใช้อำนาจหน้าที่ดำเนินการกับนักการเมืองที่ทุจริตได้
9.ตัดมาตรา 181 และมาตรา 182 ทิ้ง
10.มาตรา 279 ว่าด้วยสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการยุทธศาสตร์ปฏิรูปแห่งชาติ ให้เพิ่มสมาชิกฯ ในส่วน ผู้แทนด้านเกษตรกร ด้านแรงงาน ด้านวิชาการ ด้านศาสนา ชุมชนท้องถิ่น จำนวน 30 คน เข้าไปเป็นสมาชิกฯ ด้วย เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและได้ข้อมูลการปฏิรูปที่เป็นจริจากพลเมืองที่มีความรู้จริง
และ 11. มาตรา 292(2) ให้แก้ไขเป็น “รัฐต้องดำเนินการให้มีการบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจอย่างเป็นระบบ มีประสิทธิพภาพ โดยต้องกำหนดเป้าหมายการดำเนินการของรัฐวิสาหกิจอย่างชัดเจนและยกระดับธรรมาภิบาลของรัฐวิสาหกิจให้ได้ระดับสากล เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชน”





