วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'กมธ.ยกร่างรธน.' งัด5เหตุผล แจงความจำเป็นทำ'ประชามติ'

(รายงาน) "กมธ.ยกร่างรธน." งัด5เหตุผล แจงความจำเป็นทำ "ประชามติ"

หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) มอบหมายให้คณะกรรมาธิการ(กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ และสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ไปพิจารณาว่าสมควรทำ “ประชามติ” ร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ และหากเห็นควรทำก็ให้เสนอมายังรัฐบาล เพราะจะต้องดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว เพื่อเปิดทางให้สามารถทำประชามติได้


ล่าสุดคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มี นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้ส่งหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ ภายในวันที่ 13 พ.ค.นี้ เพื่อขอให้มีการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมีเหตุผล 5 ประการ ดังนี้


1.ในทางทฤษฎีและทางกฎหมาย รัฐธรรมนูญถือเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ และให้การคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพของประชาชน สมควรให้ปวงชนชาวไทย ในฐานะเจ้าของอำนาจสูงสุดได้พิจารณาให้ความเห็นชอบและให้รัฐธรรมนูญเป็นสัญญาประชาคม ซึ่งเป็นรากฐานของการปกครองประเทศอย่างแท้จริงและให้ปวงชนชาวไทยได้หวงแหนในรัฐธรรมนูญด้วย


2.ในทางรัฐศาสตร์และทางการเมือง ถือว่าการมีส่วนร่วมของพลเมืองสำคัญ จึงควรให้พลเมืองลงมติให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ 3.รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ผ่านการทำประชามติโดยประชาชน ดังนั้นเมื่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ถูกยกเลิก ควรนำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้พลเมืองออกเสียงประชามติเช่นเดียวกัน ซึ่งประเด็นดังกล่าวถือเป็นความชอบธรรมของประชาชนด้วย


4.การออกเสียงประชามติรัฐธรรมนูญ เป็นโอกาสสำคัญที่กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญจะได้อธิบายที่มา และหลักการพื้นฐานในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งกำหนดไว้จำนวน 4 ภาค ให้ประชาชนเข้าใจในเนื้อหาสาระ และถือว่าจะเป็นประโยชน์ ต่อฝ่ายราชการ ฝ่ายนักการเมือง และประชาชนฐานะผู้ปฏิบัติตนภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญ


และ 5.ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ได้กำหนดให้มีบทการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีสาระว่าหากเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในหลักการสำคัญ ต้องให้พลเมืองผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกเสียงประชามติก่อนนำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมนั้นขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย ดังนั้นหากจัดให้มีการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญตั้งแต่เริ่มแรกจะเป็นการสอดคล้องกับทฤษฎีดังกล่าว


พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช โฆษกกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ระบุว่า ห้วงของการทำประชามติจะเกิดขึ้นหลังจากที่สปช.ลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 6 ส.ค.นี้แล้ว ซึ่งจะเป็นขั้นตอนที่ครม.มีมติให้ทำประชามติ อย่างน้อยต้องดำเนินการภายใน 90 วันนับจากวันที่แจกร่างรัฐธรรมนูญให้กับประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งแล้ว
พล.อ.เลิศรัตน์ ระบุด้วยว่า ในการประชุมร่วมกันของ ครม.และคสช. ในวันที่ 19 พ.ค.นี้ น่าจะได้ข้อยุติเรื่องการทำประชามติ

และส่งคำขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ตามมาตรา 46 ให้สนช. พิจารณาช่วงเดือนมิ.ย.นี้ และเมื่อสปช.ลงความเห็นเสร็จแล้วจะนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย ดังนั้นขั้นตอนดังกล่าวจะแล้วเสร็จประมาณเดือนก.ค.นี้ ส่วนจะกระทบกับโรดแมพของคสช. ที่ต้องการให้มีการเลือกตั้งทั่วไป ภายในเดือนก.พ.นั้น เชื่อว่าไม่เป็นไร เพราะมีบางพรรคการเมืองบอกว่ารอได้ 8 เดือน - 1 ปี ดังนั้นหากรอไปอีก 3-4 เดือนคงรอได้ เพราะไม่นานเกินรอ


สำหรับเงื่อนไข หรือขั้นตอนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 หรือเงื่อนไขการทำประชามตินั้ง คงไม่ยาก แต่หากผลประชามติออกมาว่าไม่รับหรือไม่ให้ความเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญนั้น จะดำเนินการอย่างไรนั้น กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญไม่ขอก้าวล่วงควรให้คสช. และคณะรัฐมนตรีเป็นผู้กำหนดจะดีกว่า ในเบื้องต้นทางกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญเห็นว่ามีหลายทางเลือกซึ่งเคยปฏิบัติมาแล้ว เช่นหากไม่รับจะยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ หรือนำรัฐธรรมนูญปีก่อนๆ มาใช้เลย หรือนำเนื้อหามาปรับปรุงแก้ไข เป็นต้น


ด้านนายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวเช่นกันว่า ข้อเสนอดังกล่าวเป็นไปในเชิงหลักการ จึงไม่ได้เสนอแนวทางหรือช่องทางการทำประชามติ ส่วนการตัดสินใจแก้รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 หรือไม่เป็นอำนาจของ คสช. และครม. ส่วนประเด็นที่หลายฝ่ายกังวลว่าหากเปิดให้ออกเสียงประชามติแล้วพรรคการเมืองจะรณรงค์ให้ประชาชนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญนั้นส่วนตัวไม่กังวล เพราะเชื่อมั่นว่าร่างรัฐธรรมนูญที่ปรากฎเป็นร่างแรก ต้องใช้เวลามากกว่า 60 วันแก้ไข และปรับปรุง โดยกมธ. จากนั้นขั้นตอนก่อนลงประชามติมีเวลาทุกคนแสดงความเห็น


“มองเชิงบวกว่าเป็นการรณรงค์เพื่อเพิ่มพูนปัญญาให้กับประชาชนทั้งด้านบวก และด้านลบ ส่วนการตัดสินใจขึ้นอยู่กับประชาชนทุกคน” นายคำนูณ ระบุ


สำหรับหนังสือที่นายบวรศักดิ์ ส่งถึง พล.อ.ประยุทธ์ ได้มีการเสนอว่า หากจะทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ฝ่ายรัฐบาลต้องเป็นผู้จัดพิมพ์เอกสารที่เกี่ยวกับตัวร่างรัฐธรรมนูญเพื่อแจกจ่ายให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งอย่างทั่วถึง ส่วนการจัดทำเวทีเรื่องการอธิบายรายละเอียดจะเป็นหน้าที่ของกรรมาธิการยกร่างฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และขอความร่วมมือให้รัฐบาลอนุญาตให้ใช้สื่อรัฐบาลเพื่อดำเนินการอธิบายชี้แจงรายละเอียดให้ประชาชนรับทราบอย่างทั่วถึง