สปช. ทยอยส่งคำขอแก้ไขร่างรธน.ให้คณะทำงานของกลุ่มแล้ว “รสนา” ขอแก้ให้ปิโตเลียมเป็นสมบัติชาวไทย มีบ.พลังงานรัฐถือหุ้น100% ดูแล
ผู้สื่อข่าวรายงานถึงประเด็นการทำคำขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญ ของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่ล่าสุดได้มีการรวมกลุ่มและให้เอกสิทธิสปช.ส่งคำขอแก้ไขไปยังคณะทำงานของกลุ่มต่างๆ แล้ว โดยน.ส.รสนา โตสิตระกูล สปช. ที่ร่วมลงชื่อสนับสนุนคำขอแก้ไขในกลุ่มพลเมือง การคุ้มครองผู้บริโภค สื่อมวลชน และป้องกันการทุจริต เปิดเผยว่า มีหลายมาตราที่ตนทำคำขอแก้ไข แต่มีประเด็นสำคัญอาทิ ขอเพิ่มในประเด็นในมาตรา 50 ว่าการด้วยจัดสรรคลื่นความถี่ และถือว่าคลื่นความถี่เป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติ ตนได้ขอเพิ่มวรรคท้ายกำหนดให้ “ปิโตเลียมเป็นทรัพยากรของปวงชนชาวไทย เพื่อประโยชน์สาธารณะให้มีบริษัทพลังงานแห่งชาติที่เป็นของรัฐร้อยละร้อยเป็นผู้บริหารจัดการทรัพยากรปิโตเลียมเพื่อประโยชน์และความมั่นคงด้านพลังงานในระดับชาติและระดับท้องถิ่น” , ขอเพิ่ม มาตรา 63 ทวิ วรรคแรก “พลเมืองย่อมมีสิทธิเข้าถึงสาธารณสมบัติของแผ่นดินเพื่อประโยชน์สาธารณะ” วรรคสอง “พลเมืองผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหรือองค์กรนิติบุคคลซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะย่อมมีสิทธิเรียกร้องติดตามเอาคืนสาธารณะสมบัติของแผ่นดินจากบุคคลผู้ครอบครอง หรือใช้สิทธิในสาธารณสมบัติของแผ่นดินโดยมิชอบสามารถใช้สิทธิทางศาล และย่อมได้รับความคุ้มครอง”, ขอเพิ่ม ในมาตรา 67 วรรคท้ายกำหนดให้ประชาชนที่ร่วมลงชื่อจำนวน 2หมื่นรายชื่อ เสนอเรื่องต่อวุฒิสภาเพื่อให้พิจารณาให้รัฐดำเนินการออกเสียงประชามติในประเด็นปัญหาที่สำคัญระดับชาติหรือประเด็นสาธารณะ เพื่อเป็นช่องทางให้ประชาชนมีสิทธิทางตรงต่อการตัดสินใจประเด็นที่เกี่ยวข้องด้วย จากเดิมก่อนหน้านี้กำหนดให้รัฐเป็นฝ่ายที่เสนอให้ทำ
น.ส.รสนา กล่าวต่อว่า และขอให้นำความของมาตรา 84 (11) ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ที่ระบุว่า “การดำเนินการใดที่เป็นเหตุให้โครงสร้างหรือโครงข่ายพื้นฐานของกิจการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของรัฐอันจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชน หรือเพื่อความมั่นคงของรัฐตกไปเป็นกรรมสิทธิของเอกชน หรือทำให้รัฐเป็นเจ้าของน้อยกว่าร้อยละ51 จะกระทำมิได้” เพิ่มไว้ในมาตรา 88 ว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐเกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจ การแข่งขัน ส่งเสริมการประกอบการวิสาหกิจและตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นอกจากนั้นจะขอแก้ไขมาตรา 292 ว่าด้วยการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจมหาภาค ใน (2) วรรคท้ายโดยขอให้ทบทวนบทบัญญัติที่ว่า “การกำหนดบทบาทและภารกิจของหน่วยงานของรัฐในส่วนที่เกี่ยวกับรัฐวิสาหกิจให้ชัดเจนโดยแยกให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแลธุรกิจรายสาขาเศรษฐกิจ กับหน่วยงานที่ทำหน้าที่เป็นเจ้าของรัฐวิสาหกิจแทนรัฐ” ด้วย เพราะเมื่อพิจารณามาตรา 84 ในบทบัญญัติเดิมและถ้อยคำที่ท้วงติงในมาตรา 292 อาจทำให้เป็นช่องทางที่เปิดโอกาสให้สมบัติของชาติตกเป็นของต่างชาติ หรือของเอกชนไปได้
ด้านว่าที่ ร.อ.จิตต์ ศิรธรานนท์ สปช. ที่ร่วมลงชื่อสนับสนุนในกลุ่มเศรษฐกิจ เปิดเผยว่า ตนได้ส่งคำขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญไปแล้ว โดยมีสาระสำคัญ คือ มาตรา 50 ว่าด้วยการจัดสรรคลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และโทรคมนาคม โดยมี 3 ประเด็นในมาตราดังกล่าวที่ขอให้ทบทวน ได้แก่ 1.ในวรรคสอง ที่กำหนดให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระองค์กรหนึ่งทำหน้าที่จัดสรรคคลื่นความถี่และกำกับประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ กิจการโทรคมนาคมและกิจการสารสนเทศ จะขอแก้ไขในประเด็นการกำกับกิจการสารสนเทศ เพราะในคำนิยามที่แท้จริงจะหมายถึงประเภทที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาสาระของข่าวสาร หมายถึงวารสาร หนังสือพิมพ์ หรือสื่อสิ่งพิมพ์ ดังนั้นหากให้องค์กรอิสระที่กำกับ ซึ่งหมายถึง สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะทำให้มีอำนาจในการดูแลเรื่องเนื้อหา ดังนั้นหากสื่อมวลชนนำเสนอข่าวหรือวิพากษ์วิจารณ์กสทช.ในอนาคต เขาอาจใช้อำนาจสั่งสอบได้, 2.ในวรรคสามที่กำหนดให้การเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายในการแข่งขันหลังการจัดสรรคลื่น ที่คำนึงถึงประโยชน์มากกว่าการหารายได้เข้ารัฐ อาจเป็นช่องทางที่ทำให้ผู้ที่เข้าประมูลคลื่นความถี่ได้ของราคาถูกและกลับไปขึ้นราคาสำหรับผู้บริโภคได้ และ 3.ในวรรคท้ายขอให้ปรับ “เจ้าของกิจการตามมาตรานี้ต้องเป็นพลเมือง” ใช้คำว่า “เจ้าของกิจการตามมาตรานี้ต้องเป็นบุคคล” เพื่อไม่ให้ขัดต่อกฎอาเซียน ที่มีเงื่อนไขว่าในกิจการที่เกี่ยวกับคลื่นความถี่ต้องเปิดให้ประเทศในกลุ่มอาเซียนดำเนินการได้ ดังนั้นหากกำหนดให้เป็นเฉพาะของ “พลเมือง” ที่หมายถึงเฉพาะคนไทย อนาคตอาจต้องกลับมาแก้ไขรัฐธรรมนูญอีก
ว่าที่ร.อ.จิตต์ กล่าวด้วยว่า ในมาตรา 88 ว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐเกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจ จะขอเพิ่มเติมคำ ว่า รัฐต้องส่งเสริมระบบเศรษฐกิจแบบอิสระ เสรี อย่างเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำและคำนึงถึงการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม ทั้งนี้เพื่อไม่ให้กลุ่มทุนขนาดใหญ่ทำลายกลไกตลาดของกลุ่มผู้ค้ารายย่อย ซึ่งหากกำหนดถ้อยคำดังกล่าวแล้วจะช่วยดูแลผู้ค้ารายย่อย





