“รสนา” เสนอแก้ไขที่มาส.ว. ให้เลือกตั้งตรงจากปชช.ตามกลุ่มวิชาชีพ ตามรูปแบบโอเพ่นลิสต์ของส.ส. เพื่อแก้โจทย์เพิ่มอำนาจ
ผู้สื่อข่าวรายงานถึงความคืบหน้าของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในการทำคำขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญ ว่าในกลุ่มที่ว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค สื่อมวลชน พลเมืองและการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ที่มีนายประสาร มฤคพิทักษ์ สปช. เป็นผู้นำ ได้หารือกับสปช.ที่จะร่วมลงชื่อสนับสนุน ทั้ง 26 คนแล้วและมีสปช.ในกลุ่มยื่นคำขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญรวมทั้งสิ้น 14 คน
ทั้งนี้โดยน.ส.รสนา โตสิตระกูล สปช.ในกลุ่มฐานะผู้รับผิดชอบในทำคำขอแก้ไขที่มาของ ส.ว. เปิดเผยว่าตนได้ศึกษาเฉพาะประเด็นที่มาของส.ว.ใหม่เพื่อให้ตอบโจทย์ของการได้อำนาจตามที่ร่างรัฐธรรมนูญกำหนด และเพื่อให้ยึดโยงกับประชาชน รวมถึงป้องกันการซื้อเสียงและเป็นฐานเสียงเดียวกันกับนักการเมือง คือ จะใช้รูปแบบการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนตามกลุ่มวิชาชีพ อาทิ กลุ่มวิชาการ, กลุ่มข้าราชการ, กลุ่มเกษตร, กลุ่มแรงงาน, กลุ่มศิลปิน, กลุ่มองค์กรเอกชน, กลุ่มองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร เป็นต้น โดยใช้เขตกลุ่มจังหวัด จำนวน 6 กลุ่มเป็นเขตเลือกตั้ง สำหรับการออกเสียงจะเหมือนกับการเลือกตั้ง ส.ส.ในแบบบัญชีรายชื่อที่ให้ประชาชนสามารถจัดลำดับผู้สมัครเข้าไปดำรงตำแหน่งได้ (โอเพ่น ลิสต์) กล่าวคือ ส.ว.มีจำนวน 200 คน จะได้จำนวนส.ว. กลุ่มละ 33 คน ดังนั้นในกลุ่มผู้สมัครส.ว. สามารถส่งผู้ที่มีวิชาชีพต่างๆ ให้ประชาชนในกลุ่มคัดเลือก หากมีกลุ่มที่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ว. มากเกินกว่าส.ว.ที่พึงมี ให้คัดจากผู้ที่ได้รับคะแนนเลือกตั้งสูงสุดเรียงตามลำดับที่จะกำหนดไว้ในกฎหมาย
“สำหรับวาระดำรงตำแหน่งให้ส.ว.มีวาระ 6 ปี โดยให้อยู่จนครบโดยไม่ต้องจับสลากออกจากตำแหน่ง ขณะที่คุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม อำนาจและหน้าที่ยังเป็นไปตามร่างรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ อย่างไรก็ตามในการกำหนดกฎหมายเพื่อกำหนดบุคคลที่มีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ว. ส่วนตัวมองว่าต้องกำหนดคำนิยามให้ดี เพื่อป้องกันกลุ่มนายทุนเข้าสู่ระบบนี้”น.ส.รสนา กล่าว
ทางด้านนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ สปช.ในกลุ่ม เปิดเผยว่าในการทำคำขอแก้ไขที่ตนรับดำเนินการมี 2 ส่วน คือ เกี่ยวกับสื่อมวลชน และการป้องกันและปราบปรามการทุจริต โดยคำขอแก้ไขดังกล่าวได้ผ่านการหารือและอนุมัติจากที่ประชุมกมธ.ปฏิรูปสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ และกมธ.ปฏิรูปการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบแล้ว โดยมาตราว่าด้วยสื่อมวลชน ขอแก้ไข 4 มาตรา สาระสำคัญเป็นการขอแก้ไขถ้อยคำให้มีความชัดเจนและตรงกับเจตนารมณ์ ขณะที่ประเด็นการป้องกันและปราบปรามการทุจริตนั้น เบื้องต้นมีแนวคิดเสนอรวมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้ากับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เพื่อบูรณาการทำงาน และเพิ่มกรรมการเป็น11 คน จากเดิมที่ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้มี 9 คน และอีกแนวคิดคือไมีนำ2องค์กรรวมกัน แต่ให้ป.ป.ท.เป็นองค์กรอิสระ, เตรียมเสนอให้มีแผนกคดีทุจริตในศาลยุติธรรม เพิ่มเติมจากที่ร่างรัฐธรรมนูญมีศาลซึ่งพิจารณาคดีเกี่ยวกับงบประมาณและการคลัง นอกจากนั้น ขอเพิีมเติมบทบัญญัติให้มีกองทุน ป.ป.ช.เพื่อส่งเสริมและรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงการคอร์รัปชั่นและร่วมกันแก้ไขปัญหา,ประเด็นของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้ปรับเวลาการแสดงแบบรายการเสียภาษีย้อนหลัง 5 ปี จากเดิมที่กำหนด 3ปี
“การยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและข้าราชการนั้นให้ยื่นแสดงบัญชีย้อนหลัง 5 ปีก่อนเข้ารับตำแหน่งด้วย ขณะเดียวกันได้เพิ่มให้พนักงานในกระบวนการยุติธรรมห้ามดำรงตำแหน่งหรือปฏิบัติหน้าที่ในรัฐวิสาหกิจหรือกิจการอื่นของรัฐ ห้างหุ้นส่วนบริษัท รวมถึงที่ปรึกษาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืออื่น และไม่ประกอบวิชาชีพที่กระทบต่อศักดิ์ศรีในตำแหน่ง จากเดิมที่เป็นข้อห้ามของข้าราชการอัยการเท่านั้น” นายวสันต์ กล่าว
ส่วนนายสุชาติ นวกวงศ์ สปช. ฐานผู้นำกลุ่มพันธมิตร ที่จะยื่นคำขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า สปช. ในกลุ่ม จะประกอบด้วยกลุ่มสิ่งแวดล้อม, แรงงาน, เกษตร และอุตสาหกรรม ได้หารือร่วมกันแล้วและมีข้อตกลงคือให้แต่ละคนทำคำขอแก้ไขตามความเชี่ยวชาญและประสบการณ์มานำเสนอภายในสัปดาห์หน้า จากนั้นจะมีการประชุมร่วมกันอีกครั้ง เบื้องต้นคาดว่าจะมีคำขอแก้ไข ประมาณ 10 มาตรา แต่หากจะมีสปช.ในสายอื่นฝากคำขอแก้ไขกับกลุ่มตน ตนยินดีที่จะบรรจุคำขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญให้





