"นิด้าโพล" เผย ผลสำรวจ ปชช. เห็นด้วยระบบโอเพ่นลิสต์ หนุนกลุ่มการเมืองลงเลือกตั้ง-ตัดสิทธิคนที่เคยโดนคดีถอดถอน
"นิด้าโพล" สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “ที่มา ส.ส. ตามร่างรัฐธรรมนูญ 2558” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 7-8 พ.ค.ที่ผ่านมา จากประชาชนทั่วประเทศจำนวน 1,250 หน่วยตัวอย่าง เมื่อถามถึงความเข้าใจของประชาชนต่อร่างรัฐธรรมนูญเรื่องการเลือกตั้ง ส.ส. แบบสัดส่วนผสมระหว่างแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อ โดยใช้สัดส่วนจากบัญชีรายชื่อเป็นฐาน ในการคำนวณจำนวน ส.ส. ที่พึงจะมีได้ (มาตรา 103 – 107) พบว่าประชาชนระบุค่อนข้างเข้าใจร้อยละ 35.44 ขณะที่ร้อยละ 23.92 ระบุไม่ค่อยเข้าใจ มีเพียงร้อยละ 9.60 ระบุว่า มีความเข้าใจมาก
ด้านความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อร่างรัฐธรรมนูญเรื่องการเลือกตั้ง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อในระบบโอเพ่นลิสต์ ที่ผู้ลงคะแนน นอกจากจะเลือกพรรคหรือกลุ่มการเมืองที่ชอบแล้ว ผู้ลงคะแนนมีสิทธิในการระบุว่าต้องการให้ผู้ใดที่มีชื่อในบัญชีนั้นหนึ่งคนได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. (มาตรา 105) พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 40.32 ระบุว่า เห็นด้วย เพราะเป็นรูปแบบการเลือกระบบใหม่ที่มีความน่าสนใจ ทำให้ประชาชนสามารถเลือกคนที่เราต้องการได้อย่างแท้จริง ขณะที่ร้อยละ 15.04 ระบุว่า ไม่เห็นด้วย เพราะเป็นระบบค่อนข้างซับซ้อนและยุ่งยาก และอาจเกิดความไม่โปร่งใส ร้อยละ 40.24 ไม่ระบุ / ไม่แน่ใจ เพราะไม่เข้าใจในระบบโอเพ่นลิสต์ และร้อยละ 4.40 ไม่สนใจ/เฉย ๆ
สำหรับความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อร่างรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ กลุ่มการเมืองสามารถส่งผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และผู้สมัคร ส.ส. เขตได้ เพื่อให้กลุ่มต่าง ๆ เข้ามาร่วมในการเมืองมากขึ้น (มาตรา 112) พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 61.20 ระบุว่าเห็นด้วย เพราะเป็นการเพิ่มความหลากหลายของผู้สมัคร ทำให้คนใหม่ ๆ ได้มีโอกาสเข้ามาร่วมกันทำงาน ขณะที่ร้อยละ 17.84 ไม่เห็นด้วย เพราะจะดูเป็นการวุ่นวายเกินไป ใช้วิธีแบบเดิมน่าจะดีอยู่แล้ว ส่วนมาตรา 111 (15) ที่ห้ามไม่ให้ผู้ที่เคยถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง หรือถูกตัดสิทธิในการดำรงตำแหน่งทางการเมือง สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 60.80 ระบุว่า เห็นด้วย เพราะตำแหน่งทางการเมืองถือเป็นตำแหน่งที่สำคัญระดับประเทศ ถ้าถูกถอดถอนไปแล้วก็ไม่ควรเข้ามายุ่งเกี่ยวหรือเกี่ยวข้องกับการเมือง ควรตัดขาดไปเลย แล้วนำคนรุ่นใหม่ ๆ เข้ามาทำงาน ขณะที่ ร้อยละ 30.72 ระบุว่า ไม่เห็นด้วย เพราะถ้ามีการปรับปรุงตนเอง หรือประพฤติดีก็ควรให้โอกาส ไม่ควรตัดสิทธิ หากมีการตัดสิทธิ อาจเกิดความขัดแย้งความวุ่นวายทางการเมืองตามมา





