"ประวิตร"เคาะงบ 14,006 ล้านบาท เดินหน้าแลนด์มาร์คเจ้าพระยา ชงครม.อังคารหน้า
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหมได้เป็นประธานประชุมคณะกรรมการอำนวยการโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ครั้งที่ 2/2558 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงความคืบหน้าของโครงการ โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมเช่น นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย พลเอกอุดมเดช สีตบุตร ผบ.ทบ.และรมช.กลาโหม มาร่วมประชุมกับผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานครและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ในที่ประชุม นายจรินทร์ จักกะพาก รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้ช่วยฝ่ายเลขานุการคณะทำงานอำนวยการ กล่าวว่า กรอบแนวทางในการปฎิบัติหน้าที่ตามโครงการเริ่มตั้งแต่มติ ครม.วันที่ 9 ธ..ค. 2557 ที่ได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย และ กรุงเทพมหานคร ตั้งอนุคณะกรรมการขึ้น 4 คณะขึ้นมา รวมถึงตั้งคณะประสานงานโครงการเพื่อประสานให้ทุกคณะได้รับทราบรับรู้ผลการดำเนินโครงการตลอดเวลาไปพร้อมๆกัน ซึ่ง กทม. ได้ดำเนินการสำรวจข้อมูลเบื้องต้นมาเป็นระยะถึงผลกระทบที่มีในโครงการดังนี้ มีวัด 8 แห่ง ท่าเรือ 36 แห่งที่เป็นของภาครัฐและเอกชน โรงเรียนร้านอาหารประมาณ 6 แห่ง สถานที่สำคัญขนาดใหญ่ 19 แห่ง ชุมชนที่รุกล้ำแม่น้ำเจ้าพระยา 268 หลังคาเรือน นอกจากนี้จากการไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่เป็นผู้อยู่อาศัยและผู้ประกอบการ รวมถึงการดำเนินการในกรอบกฎหมายเหล่านี้ได้มีการดำเนินการควบคู่กันไปแล้วเช่นกัน
"กิจกรรมจากนี้ไปจะเป็นการนับหนึ่งใหม่เป็นเรื่องกำหนดแนวทางการชดเชยเยี่ยวยาผลที่เกิดขึ้นจากโครงการ ให้ประชาชนที่เกี่ยวข้องได้รับความพึ่งพอใจตามหลักธรรมาภิบาล เริ่มตั้งแต่เดือนพ.ค.- มิ.ย. เป็นระยะเวลา 3 เดือน แล้วจะมีการสรุปรวบรวมผลการดำเนินการทั้งหมดเพื่อให้มีการว่าจ้างต่อไป โดย กทม.จะมีการสรุปสำรวจการออกแบบก่อสร้างเบื้องต้นเพื่อจะเสนอคณะกรรมการอำนวยการแล้วขออนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณต่อที่ประชุม ครม. ภายในสัปดาห์หน้า หาก ครม. เห็นชอบ หลังจากนั้น ทาง กทม. ก็จะได้ดำเนินการจ้างที่ปรึกษาในการสำรวจออกแบบใช้ระยะเวลาประมาณ 3-4 เดือนเศษ อย่างไรก็ตามภายในเดือนสิงหาคมจะมีการสรุปผลกระทบรายละเอียดการดำเนินโครงการทั้งหมดเสนอ ครม. รับทราบเป็นครั้งที่ 2 หลังจากนั้นจะมีการประกวดราคาในการก่อสร้างหาผู้รับจ้างใช้เวลาประมาณ 4 เดือน ซึ่งประมาณเดือนธันวาคมก็จะมีการเสนอ ครม. เพื่ออนุมัติเป็นครั้งที่ 3 เพื่อหาผู้รับจ้าง หากไม่มีปัญหาอุปสรรคก็จะเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ภายในมกราคมใช้ระยะเวลาประมาณ 18 เดือน ไปเสร็จสิ้นประมาณ พ.ศ.2560" ผู้ช่วยฝ่ายเลขานุการคณะทำงานอำนวยการ กล่าว
จากนั้นผู้แทนของกระทรวงมหาดไทยได้ขอให้ที่ประชุมอนุมัติการจัดจ้างที่ปรึกษาโครงการดำเนินการศึกษาคู่ขนานโดยไม่ต้องรองบประมาณเนื่องจากรอระเบียบทางราชการอาจต้องใช้เวลา โดยจะลงนามในสัญญาว่าจ้างที่ปรึกษาทันทีเมื่อได้งบประมาณ แต่ พล.อ.อนุพงษ์ทักท้วงว่า การกระทำดังกล่าวอาจมีปัญหาเรื่องการจัดจ้าง จึงให้เข้า ครม.ก่อน เพื่อให้มีมติ ครม.รองรับ ขณะที่ พล.อ.ประวิตร เสริมว่า อยากนำเรื่องความคืบหน้าทั้งหมดเรายงานที่ประชุม ครม.สัปดาห์หน้า โดยให้มหาดไทยไปชี้แจง ครม.ทราบ เพื่อให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบจะได้เตรียมการ
"อาทิตย์หน้าจะต้องเอาเข้าทีป่ระชุม ครม.ผ่าน ทุกหน่วยงานเดินตามนี้ให้ได้เวลาตามนี้ ใครที่เกี่ยวข้องขั้นตอนตรงไหน ไม่เห็นต้องบอก ผมไม่ต้องจี้ไปว่าทุกคนต้องทำตรงนั้นตรงนี้ ขอให้ทุกหน่วยงานอ่านให้ละเอียด ทำจบตามไทม์เฟรม (กำหนดเวลา)" พล.อ.ประวิตร กล่าว
ต่อมาที่ประชุมยังรายงานถึงงบประมาณดำเนินโครงการดังกล่าว โดย กทม.ประเมินงบประมาณการก่อสร้างเบื้องต้นไว้ที่ 14,006 ล้านบาท แบ่งเป็น 4 กิจกรรม 1.ค่าชดเชยค่ารื้อย้ายสิ่งปลูกสร้าง และค่าจัดรับฟังความคิดเห็น เบี้ยประชุมต่าง ใช้ประมาณงบ 58 ในวงเงิน 500 ล้านบาท 2.จ้างที่ปรึกษาในการออกแบบ ใช้งบปี 58 -59 เป็นเงิน 120 ล้านบาท 3.งบประมาณค่าก่อสร้างแบ่งเป้น 4 สัญญา ใช้งบปี 59 และปี 60 วงเงิน 13,136 ล้านบาท 4.การจ้างควบคุมงานก่อสร้าง 18 เดือน เป็นเงิน 250 ล้านบาท เมื่อรวมงบประมาณที่จะใช้ในงบประมาณปี 58 มีทั้งสิ้น 570 ล้านบาท งบประมาณปี 59 ใช้งบ 9,100 ล้านบาท 60 ใช้งบ 4,336 ล้านบาท
โดยพล.อ.ประวิตร ถามขึ้นทันทีว่า “เรื่องงบประมาณความจริง กทม.น่าช่วย แต่ กทม.ไม่ช่วย ให้รัฐบาลช่วยอย่างเดียว กทม.ไม่มีเงินจริงๆ เก็บภาษีไม่ได้เหรอ” ทำให้มีผู้ชี้แจงว่า “ขณะนี้ กทม.เป็นหนี้ เพราะต้องนำเงินไปจ่ายในโครงการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ตามนโยบายรัฐบาลก่อนๆ ซึ่งให้ กทม.จ่ายไปก่อน จึงไม่มีเงิน” พล.อ.ประวิตรจึงเรียกหาผู้แทนสำนักงบประมาณให้รับเรื่องนี้ไปโดยระบุว่า “เป็นหน้าที่ของสำนักงบจะเอางบประมาณมาจากไหนต้องไปหารือกับ นายกฯ”
ด้านพล.อ.อนุพงษ์ ในฐานะรองประธานที่ประชุมพูดขึ้นว่า “ในการประชุม ครม.เมื่อวันที่ 28 มี.ค. เราได้ปรับลดงบประมาณของท้องถิ่น จำนวน 8 พันล้าน ในกรอบการจัดทำงบประมาณปี 2559 และแผนโครงการทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยายังไม่ถูกบรรจุเข้าไปในกรอบงบประมาณปี 59 แต่ปฏิทินงบประมาณมันเดินไปแล้ว ดังนั้น อาจใช้งบกลางของปี 58 และใช้งบกลาง 59 โดยใช้ช่องทางในขั้นตอนการแปรญัตติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 59 ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แต่ถ้าไม่ได้เราได้กันเงินจากท้องถิ่น 8 พันล้านบาทไว้แล้ว นอกจากนี้จะเก็บเงินบำรุงท้องที่ ของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเพิ่มขึ้น โดยจะนำเข้า ครม.สัปดาห์หน้าน่าจะใช้ได้"
พล.อ.ประวิตร กล่าวเพิ่มเติมว่า “เรื่องเงินสำนักงบประมาณต้องไปหามา มันต้องเสร็จภายในปี 60 สำนักงบประมาณจำไว้แล้วกัน ไม่ทำแบบลอยๆ เอาจริงและต้องเสร็จจริง”





