"หมอนิรันดร์"แนะใช้ม.44 จัดการปัญหาค้ามนุษย์"โรฮิงญา" ชี้ปัญหาที่เกิดขึ้นเหมือนฝีกลัดหนอง
คณะอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งมี นพ.นิรันดร์ วัชระพิทักษ์ เป็นประธานได้ประชุมหารือติดตามการแก้ไขปัญหาชาวโรฮิงญา หลังจากที่มีการพบหลุมศพชาวโรฮิงญาจำนวนมากที่ปาดังเปซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา โดย น.พ.นิรันดร์ เปิดเผยว่า เรื่องดังกล่าวทำให้ไม่มีหน่วยงานไหนกล้าปฏิเสธอีกว่า ไม่มีขบวนการค้ามนุษย์ในประเทศไทย ที่ผ่านมาอนุกรรมการฯได้ติดตามปัญหาต่างด้าวหลบหนีเข้ามาเมืองมาตลอด โดยในกรณีของชาวโรฮิงญาติดตามมาตั้งแต่ปลายปี 2552 และพบว่าการดูแลของภาครัฐมีปัญหาการละเมิดสิทธิของชาวโรฮิงญามาตลอดแม้จะไม่ได้ตั้งใจก็ตาม แต่การที่พ.ร.บ.ตรวจคนเข้าเมืองไม่ได้ระบุถึงสถานะของผู้อพยพทำให้เกิดปัญหา ขณะเดียวกันประเทศต้นทางคือ พม่าไม่ยอมรับว่าชาวโรงฮิงญาเป็นพลเมือง ปัญหาโรงฮิงญาจึงยังดำเนินอยู่เหมือนภูเขาน้ำแข็ง
น.พ.นิรันดร์กล่าวว่า กรณีพบศพที่ปาดังเปชาร์จึงเหมือนฝีที่กลัดหนองมานานแล้วแตกออกที่ประเทศไทย และน่ายินดีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศนโยบายหลักในการที่จะแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ ที่เร่งแก้ปัญหานี้ ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ปัญหาเรื่องการค้ามนุษย์ต่อไป
น.พ.นิรันดร์กล่าวว่า หลุมศพที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องที่ชัดเจนของการค้ามนุษย์ ว่ามีการทำกันเป็นขบวนการ มีการไปขนชาวโรฮิงญาเข้ามาแลกกับเงินเพื่อช่วยให้เดินทางไปประเทศที่สาม โดยมีข้าราชการหรือผู้นำท้องถิ่นของไทยเข้าไปเกี่ยวข้อง ดังนั้นรัฐบาลต้องตรวจสอบให้มีความชัดเจนเรื่องการเสียชีวิต และเอาคนผิดมาลงโทษ เพื่อตัดกระบวนการการค้ามนุษย์ในประเทศไทย และใช้เรื่องนี้เป็นโอกาสเพื่อแก้ไขปัญหานี้ในระดับภูมิภาค ระดับโลกให้ได้ โดยไทยควรเป็นผู้เริ่มต้นในการหยิบยกเรื่องนี้ไปพูดคุยในเวทีระดับระดับภูมิภาคและระดับโลก เพราะปัญหาไม่ได้เกิดที่ประเทศไทยประเทศเดียว ซึ่งต้องให้ประเทศในภูมิภาคนี้เลิกคิดว่าการพูดถึงปัญหานี้เป็นการแทรกแซงการเมืองในพม่า แต่แท้จริงแล้วเป็นเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของคนที่ทุกข์ยาก ถูกบังคับเอาเปรียบและถูกทำให้ตาย จึงต้องร่วมกันแก้ไขปัญหาทั้งระบบ
น.พ.นิรันดร์ ยังมองว่า หากรัฐบาลใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวแก้ไขปัญหานี้ โดยเฉพาะอำนาจในทางบริหาร เพื่อจัดการข้าราชการ นักการเมืองท้องถิ่นที่เข้าไปเกี่ยวข้อง เพื่อกำจัดรากเหง้าของปัญหาได้ก็น่าจะถือเป็นเรื่องที่ดีและแก้ไขปัญหาได้ เพราะในระบบราชการเดิม เป็นที่รู้กันว่าเวลาเกิดปัญหาขึ้น การแก้ไข หรือเอาผิดพวกเดียวกันเองก็จะเป็นลักษณะลูบหน้าปะจมูก หรือหลับหูหลับตาตลอดเมื่อข้าราชการด้วยกันทำปิด
แต่ไม่ควรใช้อำนาจดังกล่าวในทางตุลาการ เพราะขณะนี้สังคมต้องการเห็นการดำเนินการเอาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ การจับกุมดำเนินคดี การตรวจพิสูจน์ศพ หรือการตัดสินลงโทษ เป็นไปตามกระบวนการกฎหมาย ถ้ารัฐบาลยึดมั่นในแนวทางนี้ก็จะทำให้เกิดความเชื่อมั่นทั้งกับคนในประเทศ และต่างประเทศ ซึ่งก็จะมีผลต่อภาพลักษณ์ของไทย





