วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'รสนา'ยื่นสตง.สัปดาห์นี้ ตรวจสอบแบ่งแยกทรัพย์สินปตท.

"รสนา"ส่งข้อความทางไลน์ ระบุภายในสัปดาห์นี้ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค จะยื่นหลักฐานเพิ่มต่อสตง.ให้ตรวจสอบการแบ่งแยกทรัพย์สินในส่วนของท่อก๊าซ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส. รสนา โตสิตระกูล  สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ( สปช. ) ได้ส่งข้อความทางไลน์มายังกองบรรณาธิการข่าว  มีใจความว่า สืบเนื่องจากคำวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดิน ภายในอาทิตย์นี้มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและดิฉันจะนำส่งเป็นหลักฐานเพิ่มเติมต่อ สตง.ในคำร้องก่อนหน้านั้นที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและดิฉันได้มีถึงสตง.เพื่อให้ตรวจสอบการแบ่งแยกทรัพย์สินให้กระทรวงการคลังถูกต้องตามมติครม.ของพล.อ สุรยุทธ์ จุลานนท์หรือไม่ หลังจากที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งที่800/2557 ยกคำร้องของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและประชาชน1,455 คนที่ขอให้ศาลปกครองตรวจสอบการแบ่งแยกทรัพย์สินคืนกระทรวงการคลังที่ไม่ครบถ้วนเพราะการไม่ปฏิบัติตามมติครม.ของหน่วยงานที่ได้รับมอบหมาย ที่ประกอบด้วย กระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน และบริษัทปตท.จำกัด (มหาชน)

ในคำสั่งที่800/2557 ศาลปกครองวินิจฉัยว่าการไม่ปฏิบัติตามมติครม.ของหน่วยงานดังกล่าวเป็นเรื่องที่หน่วยราชการที่อยู่ภายใต้การบริหารของนายกรัฐมนตรีต้องไปว่ากล่าวกันเอง( ไม่ใช่หน้าที่ของประชาชนเพราะประชาชนไม่ใช่เจ้าของทรัพย์ และวินิจฉัยว่าผู้ร้องทั้ง1,455คนได้ร้องซ้ำในคดีที่ศาลได้ตัดสินไปแล้ว )

"เมื่อเส้นทางหนึ่งถูกปิด ก็มีเส้นทางใหม่ถูกเปิดเช่นกัน พวกเราได้ช่องทางจากคำสั่งฉบับนี้ เมื่อศาลวินิจฉัยว่า “ให้หน่วยงานไปว่ากล่าวกันเอง” ตามพ.ร.บผู้ตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ 2542 สตง.มีอำนาจหน้าที่ที่จะตรวจสอบว่าหน่วยงานที่เป็นหน่วยตรวจรับเหล่านี้ได้ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ คำสั่ง มติครม.ครบถ้วนหรือไม่ ในวิกฤติจึงมีโอกาสใหม่เสมอถ้าเราไม่ท้อถอยเสียก่อน" 

น.ส. รสนา ยังระบุว่า นอกจากนี้ คำวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งที่ได้วินิจฉัยในประเด็นที่เป็นหัวใจของเรื่องราว ที่ว่าเอกสารรายงานการแบ่งแยกทรัพย์สินของบมจ.ปตท จำกัด(มหาชน) ที่รายงานต่อศาลปกครองเมื่อวันที่25ธันวาคม 2551ไม่ได้ปฏิบัติตามมติครม.ที่ให้สตง.เป็นผู้ตรวจสอบและรับรองความถูกต้องในการแบ่งแยกทรัพย์สินเสียก่อน “ซึ่งเป็นการลัดขั้นตอนอันเป็นสาระสำคัญในการแบ่งแยกทรัพย์สิน อำนาจ และสิทธิดังกล่าวออกจากบริษัทปตท.จำกัด (มหาชน) ดังนั้นการกล่าวอ้างของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ในคำร้องที่ยื่นต่อศาลปกครองสูงสุดที่ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายได้ดำเนินการตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดครบถ้วนแล้วจึงเป็นการรายงานที่เป็นเท็จต่อศาลปกครองสูงสุดที่ส่งผลต่อการพิจารณาการบังคับคดีของศาลปกครองสูงสุดในคดีนี้”

ดังนั้นพวกเราจะดำเนินการต่อไปคือไปร้องเพิกถอนคำสั่งศาลปกครองสูงสุดลงวันที่ 26ธันวาคม 2551 ที่ตุลาการเจ้าของคดีได้มีคำสั่งเป็นลายมือบนหัวกระดาษในรายงานการแบ่งแยกทรัพย์สินที่บริษัทปตท.ส่งถึงศาลปกครองสูงสุดตามหนังสือลงวันที่25ธันวาคม2551 โดยตุลาการเจ้าของคดีมีคำสั่งเมื่อวันที่26 ธันวาคม 2551 ว่า “ได้มีการแบ่งแยกทรัพย์สินครบถ้วนแล้ว” ซึ่งเป็นผลจากการรายงานที่เป็นเท็จต่อศาลปกครองตามคำวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดิน

การแบ่งแยกทรัพย์สินนั้น สตง.ที่ได้รับมอบหมายตามมติครม.ให้เป็นผู้ตรวจสอบและรับรองความถูกต้องในการแบ่งแยกทรัพย์สินถูกกันออกไปจากกระบวนการตรวจสอบความถูกต้องก่อนรายงานต่อศาลปกครองสูงสุด และตลอดเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่ปี2551 ไม่มีหน่วยงานรัฐหน่วยงานใด ที่ตามกฎหมายกำหนดให้เป็น“เจ้าของทรัพย์” แทนประชาชน อยากได้ทรัพย์สินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินคืน จึงไม่ให้ความสนใจกับรายงานและการทักท้วงของสตง.ตั้งแต่ปี2551จนถึงปัจจุบันว่าการคืนทรัพย์สินให้แผ่นดินยังไม่ครบถ้วน

เรื่องการติดตามทรัพย์สินของชาติคืน จึงเหมือนการเล่นหมากรุกกันบนกระดานระหว่างประชาชน ( เจ้าของทรัพย์ตัวจริง) กับหน่วยงานรัฐ(เจ้าของทรัพย์ตัวแทน) ที่มีทั้งข้าราชการ + นักการเมือง +กลุ่มทุน ทั้งสองฝ่ายเดินหมากกันคนละตา อันที่จริงประชาชน เดินได้ทีละตา แต่อีกฝ่ายเดินได้ไม่จำกัดตาในทุกทิศทาง ประชาชนเดินได้ช้าเพราะมีอุปสรรคเยอะ ตานี้ก็ห้ามเดิน เพราะไม่ใช่ผู้ชนะคดี ตานั้นก็ห้ามเดินเพราะไม่ใช่เจ้าของทรัพย์ ต้องคลำทางหาเส้นทางเดินเรื่อยไปเส้นทางคดเคี้ยวและรกชัฎ อย่างไรก็ตามในหลายปีที่ผ่านมาได้ฝึกให้พวกเรามีความอดทน และรอคอยได้ การที่เราไม่หยุดเดิน ทำให้เราก็เดินมาได้ไกลพอสมควร ตอนนี้หวังแต่ว่าผู้มีอำนาจจะไม่ล้มกระดานเสียก่อน เพราะกลัวตลาดหุ้นถูกกระทบยิ่งกว่ามองเห็นว่าประชาชนและประเทศถูกเอาเปรียบ

อยากจะหวังมากกว่านั้น คือท่านนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช.ใช้อำนาจบริหารตัดสินให้มีการแบ่งแยกและคืนทรัพย์สินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินให้ถูกต้องครบถ้วน ซึ่งมีรายงานการตรวจสอบของสตง.และคำวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดินรองรับอยู่แล้ว และศาลปกครองก็ยังวินิจฉัยให้หน่วยราชการภายใต้การกำกับของท่านนายกรัฐมนตรีไปว่ากล่าวกันเอง ดังนั้นหากท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าหน่วยราชการเหล่านั้นรีบดำเนินการ “ว่ากล่าว” ให้มีการปฏิบัติให้ถูกต้อง ท่านจะได้รับการยกย่องสรรเสริญและได้ใจของประชาชนในกรณีนี้  

"มิเช่นนั้นแล้วประชาชนก็ยังคงต้องเดินหน้าต่อไปไม่หยุดจนกว่าจะได้ทรัพย์สินของแผ่นดินกลับคืนสู่สถานะที่แท้จริง ดังพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินว่า “เงินแผ่นดินนั้นคือเงินของประชาชนทั้งชาติ” ดังนั้นทรัพย์สินของแผ่นดินก็คือทรัพย์สินของประชาชนทั้งชาติ ที่ประชาชนมีหน้าที่ต้องรักษาและปกป้องทรัพย์สินนั้นจากการทุจริตฉ้อโกงไปเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของผู้หนึ่งผู้ใด" น.ส. รสนา ระบุ