วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ประวุฒิ'ชี้อดีตผู้การฯสตูล พันแก๊งค้าโรฮิงญา

"พล.ต.ท.ประวุฒิ" โฆษกตร. ชี้อดีตผู้การฯสตูลพันแก๊งค้าโรฮิงญา เผยหนีเข้าไทยแบ่งเป็น3กลุ่ม

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 5 พฤษภาคม พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยกรณีพบศพชาวโรฮิงญา กว่า 30 ศพ บนยอดเขาแก้ว บ้านตะโล๊ะ หมู่ 8 ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจพบค่ายพักชาวโรฮิงญาอีกค่ายหนึ่ง ห่างจากค่ายแรกที่พบประมาณ 1 กม. น่าจะอยู่บริเวณทิศตะวันออกไปทางด้านข้างตะเข็บชายแดน พิกัดยังอ่านไม่ชัดเจน

ขณะนี้ทาง พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รองผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์เด็กเยาวชนและสตรี และปราบปรามการค้ามนุษย์ และ พล.ต.ท.มนตรี โปตระนันทน์ ผบช.ภ.9 กำลังเข้าตรวจสอบ เบื้องต้นได้รับรายงานว่า เจอหลุมศพอีกประมาณ 5 หลุม แต่ยังไม่ได้เข้าไปดูว่ามีศพหรือไม่ ซึ่งค่ายชาวโรฮิงญาค่ายนี้ มีลักษณะเป็นที่พักเหมือนกัน และมีการเสียชีวิตขณะที่พักรอเหมือนกัน มีหลุมศพ ซึ่งในวันนี้จะทราบว่ามีทั้งหมดกี่ศพ

การทำงานครั้งนี้ถือเป็นการทำงานร่วมกันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ทหารในพื้นที่ ทั้งตำรวจภูธรภาค 8 ตำรวจภูธรภาค 9 และส่วนของทหารเป็นกองทัพภาคที่ 4 ทหารพราน และกอ.รมน. ได้ทำงานร่วมกันมาโดยตลอด

พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่าวว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจคาดว่าอาจเจอค่ายชาวโรฮิงญาอีกหลายค่าย แต่คงไม่เยอะแล้ว ส่วนในทางการสืบสวนจะมีการออกหมายจับเพิ่มอีกแน่นอน ซึ่งตอนนี้ที่ออกหมายจับไปก็เป็นระดับผู้บริหารค่ายทั้งนั้น ต่อไปก็จะไปสืบสวนเรื่องนายทุน และเรื่องของเครือข่าย การส่งคนส่งเงิน ซึ่งต้องมีการส่งไปพื้นที่อื่น อาจมีชาวต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

ทั้งนี้ การฝังศพของค่ายแรกที่พบทั้งหมด 26 ศพ นั้นเป็นการฝังลักษณะมีพิธีกรรมทางศาสนา ทุกศพหันหัวไปทางทิศเหนือ มีไม้ไผ่ถักเป็นเส้นๆ คล้ายตะแกรงไว้บนศพแล้วค่อยเอาดินกลบ เหมือนเป็นศพที่ได้รับการปฏิบัติอย่างดีตามพิธีกรรมทางศาสนา ไม่ได้ทำการฝังเพื่ออำพรางแต่อย่างใด บางศพตายมามากว่าปี เหลือเพียงโครงกระดูกไม่มีเนื้อเยื่อ แต่บางศพยังมีเนื้อหนังติดอยู่ และมีบางศพเสียชีวิตยังไม่ถึง 1 สัปดาห์ก็มี ถือว่าเป็นการทยอยกันเสียชีวิต คงไม่ใช่มีการฆ่าพร้อมๆ กันแล้วนำศพมาทิ้ง ซึ่งสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นสุสานของหมู่บ้านนี้ เพราะการเป็นอยู่ลำบาก ขาดสารอาหาร เมื่อมีการเสียชีวิตก็ต้องมีการฝังตามแบบมุสลิม 

พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่าวต่อว่า ส่วนการดำเนินคดีกับผู้ต้องหาที่ออกหมายจับไปแล้ว 8 ราย สามารถทำการจับกุมได้แล้ว 5 ราย คือ 1.นายอาสัน หรือมูสัน อินทนู สท.ปาดังเบซาร์ 2.นายร่อเอ สนยาแหละ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน 3.นายอาหลี ล่าเม๊าะ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน 4.นายอันวา หรือซอ เนียง อานู สัญชาติพม่า และ 5.นายยาหลี เขร็ม ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 8 บ้านตะโละ ได้เข้ามามอบตัวกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจในวันนี้ เวลาประมาณ 09.00 น.

ทั้งนี้ผู้ต้องหาที่ถูกจับแล้ว 4 ราย ให้การรับสารภาพว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญามีการตั้งข้อหาผู้ต้องหาว่าค้ามนุษย์ ส่วนนายยาหลี เจ้าหน้าที่กำลังสอบสวนอยู่


“ตอนนี้ยังเหลือผู้ต้องหาอีก 3 คนที่ยังหนีอยู่ คือ นายประสิทธิ์ เหล็มแหล๊ะ รองนายกเทศบาล ต.ปาดังเบซาร์ นายพรรคพล เบ็ญล่าเต๊ะ อายุ 47 ปี นายเจริญ ทองแดง อายุ 45 ปี คาดว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่การข่าวยังไม่สามารถระบุได้ว่าหลบหนีอยู่ที่ใด หรือออกนอกประเทศไปแล้วหรือไม่ ตอนนี้พยายามติดต่อกับญาติของผู้ต้องหาให้พามามอบตัว ส่วนจะมีความเกี่ยวข้องกับ อดีตผู้การฯจ.สตูล หรือไม่นั้น จากหลักฐานที่เจ้าหน้าที่มีอยู่มีความเป็นไปได้สูงที่จะมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว และจะมีคนอื่นที่เกี่ยวข้องหรือไม่ยังอยู่ระหว่างการสืบสวน” โฆษก ตร.กล่าว


พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ยังได้มีการตรวจสอบเส้นทางของขบวนการนี้ว่า เข้ามาทางใด และจะออกไปทางใด เส้นทางการเดินเท้า เส้นทางขึ้นเรือ ที่ จ.สตูล ว่ามาอย่างไร ภายหลังจะมีการปิดเส้นทางนี้ทั้งหมด ซึ่งได้มีการประสานให้เจ้าหน้าที่ทราบแล้ว โดยใครที่ละเลยต่อการปฎิบัติหน้าที่ ก็ได้ย้ายไปช่วยราชการแทนแล้ว

ทั้งนี้ ทางการมาเลเซียได้ประสานข้อมูลรายชื่อของคนที่ข้ามแดนมายังประเทศไทย ขณะนี้ทางการไทยยังไม่ได้ส่งข้อมูลใดไป หากสืบทราบว่ามีชาวมาเลเซียเกี่ยวข้องด้วย ก็จะประสานไปยังทางการมาเลเซียต่อไป ซึ่งทางการมาเลเซียให้ความร่วมมืออย่างดีมาโดยตลอด

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบพบว่า กลุ่มโรฮิงญาที่ข้ามแดนเข้ามายังประเทศไทย มีด้วยกัน 3 กลุ่ม คือ กลุ่มมีฐานะ มีที่มาที่ไปชัดเจน มีการจ่ายเงินต้องการเดินทางไปยังประเทศที่ 3 อย่างรวดเร็ว กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มที่มารองาน รอนายจ้างมารับไปทำงาน และกลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มคนที่มาอย่างไร้จุดหมายปลายทางที่ชัดเจน หรือไม่เป็นที่ต้องการของกลุ่มนายจ้าง หากมีญาติอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน จะเรียกเงินแล้วให้มารับตัว มีลักษณะเหมือนการเรียกค่าไถ่ตัว