ประธานกมธ.พลังงานสนช. เผย 12 พ.ค. ชงผลศึกษาปิโตรเลียมให้สนช.พิจารณา ก่อนส่งให้"ประยุทธ์" เร่งตัดสินใจเปิดสัมปทานรอบที่21
พล.อ.สกนธ์ สัจจานิตย์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการพลังงาน เปิดเผยถึงความคืบหน้าการศึกษาปัญหาการบังคับใช้ พ.ร.บ.ปิโตรเลียมพ.ศ.2514และ พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 ว่า กมธ.พลังงาน ได้ตั้งคณะอนุกรรมาธิการ 3 คณะ เพื่อศึกษาเรื่องดังกล่าว ซึ่งผลการศึกษาเบื้องต้นพบว่า ใน พ.ร.บ.ปิโตรเลียม มีระบบสัมปทานบริหารจัดการปิโตรเลียมเพียงระบบเดียว จึงได้มีการศึกษาระบบอื่น ๆ ได้แก่ ระบบแบ่งปันผลผลิต (พีเอสซี) ซึ่งรัฐสามารถควบคุมรายละเอียดการดําเนินการได้ระดับหนึ่ง
รวมทั้งมีส่วนร่วมในการควบคุมปิโตรเลียมที่ผลิตขึ้นมาได้ตามสัดส่วนที่เป็นเจ้าของ แต่จะต้องตั้งองค์กรมหาชนหรือที่เรียกว่า “บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ” เพื่อรับงานกำกับดูแลเช่นเดียวกับมาเลเซียที่มีบริษัทปิโตรนาสส่วนระบบจ้างผลิต จะเป็นการจ้างให้บริษัทผลิตแล้วจ่ายเป็นค่าจ้างให้บริษัทนั้น ๆ โดยรัฐจะได้ผลประโยชน์เต็มที่ และระบบร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน ที่ให้รัฐและเอกชนจับมือกันดำเนินการด้านปิโตรเลียม
พล.อ.สกนธ์ กล่าวว่า ส่วนผลการศึกษาเรื่อง พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ที่ประชุมได้พิจารณาข้อมูลสำคัญใน4ประเด็น คือ 1.ค่าภาคหลวง 2.ผลประโยชน์ตอบแทน3.ภาษีเงินได้และภาษีซ้อน 4.เรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาษีเงินได้ ซึ่งเห็นว่ามียังมีช่องโหว่หลายประการที่ต้องปรับปรุงให้สอดคล้องกับภาวะปัจจุบัน เช่น การเก็บภาษีภาคหลวงควรให้หน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรงอย่างกรมสรรพกรเป็นผู้จัดเก็บ เป็นต้น
“ระบบไหนจะดีที่สุดก็ขึ้นอยู่กับข้อมูลที่มี แต่ละระบบก็มีข้อดีข้อเสียและเงื่อนไขที่แตกต่างกัน ส่วนตัวเห็นว่า การร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน น่าจะเหมาะสมกับประเทศไทย เพราะลดเรื่องความเสี่ยงและลดภาระรัฐบาล ทั้งนี้ วันที่ 7 พ.ค. กมธ.พลังงานจะจัดสัมมนารับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ทั้ง2ฉบับ ที่สโมสรนายทหารอากาศ บางซื่อ จากนั้น กมธ. จะนำข้อเสนอและผลการศึกษาเบื้องต้นสรุปเป็นรายงานฉบับสมบูรณ์ เพื่อเสนอต่อที่ประชุม สนช. ในวันที่ 12 พ.ค. นี้ เพื่อพิจารณาก่อนส่งให้รัฐบาลไปประกอบการพิจารณาปรับปรุงกฎหมายและใช้เป็นข้อมูลการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่21 ต่อไป “ประธานพลังงาน สนช. กล่าว
เมื่อถามว่า รัฐบาลจะต้องกังวลเรื่องความเห็นต่างของภาคประชาชนหรือไม่ พล.อ.สกนธ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐบาลใจกว้างรับฟังความเห็นต่าง แต่รัฐบาลต้องบริหารความเห็นต่าง โดยเฉพาะคำว่า“ถูกใจ” กับ “ถูกต้อง”ซึ่งจะหาข้อยุติในเรื่องนี้ต้องดูความเห็นทางวิชาการเป็นหลัก ถ้าเห็นต่างด้วยความบริสุทธิ์ใจก็ไม่น่าจะมีปัญหา แต่หากเห็นต่างแบบมีนัยแอบแฝงก็จะมีปัญหา ดังนั้นการเปิดสัมปทานรอบที่21รัฐบาลต้องมีความชัดเจนภายใน1ปีต่อจากนี้ เพื่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศจะมีทิศทางที่ชัดเจนขึ้น เพราะการลงทุนสำรวจและขุดเจาะต้องใช้เวลา5ปีกว่าจะได้น้ำมันหยดแรก
ขณะที่ พล.อ.อ.อดิศักดิ์ กลั่นเสนาะ สนช. และที่ปรึกษา กมธ.พลังงาน กล่าวว่า ข้อมูลที่กมธ.ศึกษาจะสรุปเป็นรายงานส่งให้ สนช. และรัฐบาล พิจารณาตัดสินใจในเรื่องการเปิดสัมปทานรอบที่21ซึ่งจนถึงวันนี้รัฐบาลสามารถเปิดสัมปทานต่อเนื่องไปเลยก็ได้ หรือจะแบ่งสัดส่วนตามศักยภาพของแต่ละแปลง ไม่ว่าจะใช้ระบบสัมปทานหรือระบบแบ่งปันผลผลิต (พีเอสซี) หรือระบบอื่น ๆ ยังต้องมีปัจจัยเรื่องความพร้อมในด้านต่าง ๆ ด้วย เช่น ข้อเสนอให้รัฐลงทุนขุดสำรวจและให้เอกชนผลิต แต่เราไม่มีเทคโนโลยีในการขุดเจาะน้ำมัน ถ้าจะให้คนอื่นเข้ามาขุดเจาะจะสร้างแรงจูงใจอย่างไรในขณะที่ราคาน้ำมันอยู่ในช่วงขาลง และถ้าผลิตไม่ได้ รัฐต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด ซึ่งไม่ไหวแน่
“ส่วนการจะนำระบบแบ่งปันผลผลิตมาใช้ ไม่ใช่แค่ว่าเราอยากทำก็ทำได้ ต้องมีความพร้อมและมีกฎหมาย องค์กร มารองรับ แต่ตอนนี้เรายังไม่มีอะไรเลย ถ้ารัฐบาลอยากจะให้ต่อเนื่องก็คงต้องใช้ระบบสัมปทาน แต่ถ้าหากเราให้สัมปทานทั้งหมดก็คงไม่ตรงใจประชาชนและข้อมูลบางอย่างที่ปิดบังไว้มันน่าจะถูกเปิดเผยออกมาให้มีความชัดเจนก่อนที่จะทำ ซึ่งต้อง ยอมรับว่าข้อมูลบางเรื่องที่ภาคประชาชนนำเสนอเป็นเรื่องจริง แต่บางเรื่องก็ถูกเบี่ยงเบน “พล.อ.อดิศักดิ์ กล่าว
พล.อ.อ.อดิศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ข้อมูลของกระทรวงพลังงานความจริงน่าเชื่อถือ แต่ตอนนี้มีวิกฤติตรงที่พอเวลาที่ภาครัฐเสนออะไรไป ประชาชนไม่เชื่อถือ ถือเป็นวิกฤติภาครัฐอันหนึ่งที่รัฐบาลควรน่าจะได้พิจารณาในการแก้ไขปัญหานี้ด้วยว่า ทำอย่างไรให้ข้อมูลภาครัฐเป็นที่น่าเชื่อถือ





