นักวิชาการจุฬาฯ มั่นใจแผ่นดินไหวเนปาลไม่กระทบไทย เผยห่วงกลุ่มรอยเลื่อนสะกายที่เมียนมาร์ แหล่งกำเนิดแผ่นดินไหวที่จะกระทบไทย
ผศ.ดร.สันติ ภัยหลบลี้ อาจารย์ประจำภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวตอนหนึ่งในงานแถลงข่าว “บทเรียนจากเนปาลสู่ไทย...รับมือแผ่นดินไหวอย่างไร”ที่จุฬาฯ ว่า ขณะนี้มีข้อมูลคลาดเคลื่อนถึงการเกิดแผ่นดินไหวซ้ำที่เนปาล ซึ่งจากการวิเคราะห์ของหน่วยงานนานาชาติล่าสุด ยืนยันแล้วว่ารอยแยกที่เกิดขึ้นเป็นคนละรอยแยกกับที่เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1934แต่เป็นรอยแยกเดียวกับรอยแยกที่เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1505 ดังนั้น จึงเป็นการเกิดอุบัติซ้ำใน510 ปี ไม่ใช่ 80 ปี ตามที่ปรากฏในสื่อต่างๆ ทั้งนี้ เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เนปาลไม่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยแน่นอน เพราะอยู่ห่างไกลกันมาก โดยแหล่งกำเนิดแผ่นดินไหวที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตและส่งผลกระทบต่อประเทศไทยนั้น ได้แก่ แนวมุดตัวสุมาตรา-อันดามัน และกลุ่มรอยเลื่อนสะกาย ที่ผ่านพาดเมืองเมืองมิตจีนา เนปิดอร์ และ มัณฑเลย์ ซึ่งกลุ่มรอยเลื่อนนี้เคยเกิดแผ่นดินไหวมาแล้ว12 ครั้ง ความแรงสูงถึง 8.0 ริกเตอร์ และไทยเคยได้รับแรงสั่นสะเทือนถึงกรุงเทพฯ จึงเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง
ศ.ดร.ปณิธาน ลักคุณะประสิทธิ์ ที่ปรึกษาศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านวิศวกรรมแผ่นดินไหว ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เนปาลครั้งนี้สร้างความเสียหายให้แก่โบราณสถานจำนวนมาก จึงถือเป็นบทเรียนสำคัญที่ไทยต้องนำมาคิด เพราะไทยมีโบราณสถาน และวัดที่สำคัญจำนวนมาก เช่น วัดพระแก้วมรกต เป็นต้น หากได้รับความเสียหายจะส่งผลกระทบมากทั้งด้านจิตใจ และการท่องเที่ยว จึงฝากผู้ที่เกี่ยวข้องช่วยดูแลเรื่องนี้ด้วย รวมทั้งอยากกำชับให้ทุกคนปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่คอรัปชั่น เพราะคนไทยยังไม่ค่อยให้ความสำคัญ และขณะนี้มีวัด และอาคารเรียนจำนวนมากที่ก่อสร้างหลังปี2540 ไม่ได้ออกแบบให้ต้านทานแผ่นดินไหว ทั้งที่กฎหมายกำหนดว่าต้องออกแบบอาคารให้ต้านทานแผ่นดินไหว
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ต้องเร่งให้ความรู้แก่ประชาชนเรื่องระบบโครงสร้างอาคารที่รองรับการเกิดแผ่นดินไหว เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย เพราะที่ผ่านมาชาวบ้านสร้างบ้านโดยใช้ภูมิปัญญาชาวบ้าน โดยสร้างให้ใต้ถุนบ้านโล่ง เพื่อให้น้ำไหลผ่านได้ บางบ้านใช้ใต้ถุนเก็บอุปกรณ์การเกษตร ในอดีตถือว่าทำได้แต่ปัจจุบันเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมแล้วเนื่องจากจะพังลงมาง่าย โดยการก่อสร้างควรให้วิศวกรเป็นผู้ออกแบบ และการก่อสร้าง รวมถึงวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ต้องได้มาตรฐานด้วย เช่น เสาสำเร็จรูป บ้านน๊อคดาวน์ แต่ขณะนี้ยังไม่มีการควบคุมคุณภาพมาตรฐาน จึงอยากให้สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(สมอ.)มีการรับรอง และกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์เหล่านี้ด้วย
นอกจากนี้รัฐบาลควรจัดสรรงบประมาณให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประเมินความแข็งแรงของอาคารเก่า และเสริมสร้างความแข็งแรง โดยเฉพาะอาคารสาธารณะ และสถานที่สำคัญ เช่น ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์บัญชาการของตำรวจ และทหาร ศาลากลางจังหวัด ที่ว่าการอำเภอ และโรงเรียน เพราะเมื่อเกิดเหตุแผ่นดินไหวขึ้น สถานที่เหล่านี้จะเป็นจุดสำคัญที่ใช้ในการดูแล และพักพิงของประชาชน





