พลิกไปดูร่างรัฐธรรมนูญ ในบทสุดท้าย ที่ว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ พบคำตอบในม. 303 ที่บัญญัติว่า ทุกรอบ 5 ปีนับแต่วันที่รธน.บังคับใช้
เมื่อวันก่อน"บวรศักดิ์ อุวรรณโณ"ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ บอกว่า "อยากให้ใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่ยกร่างนี้ไปก่อน อย่างน้อย 5 ปี แล้วค่อยแก้ไข โดยมีเสียงในรัฐสภาเกินหนึ่งก็สามารถทำได้"
แล้ว..ทำไมต้อง 5 ปีด้วยเล่า.. เวลา 5 ปี มีที่มาอย่างไร
หากพลิกไปดูร่างรัฐธรรมนูญ ในบทสุดท้าย ที่ว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ก็จะพบคำตอบในมาตรา 303 ที่บัญญัติว่า ทุกรอบ 5 ปีนับแต่วันที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ จะมีการประเมินผลการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ โดยมีการแต่งตั้ง “ผู้ทรงคุณวุฒิอิสระ” ขึ้นมาประเมินผลการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ ในกรณีที่คณะผู้ทรงคุณวุฒิอิสระเห็นสมควรแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ให้เสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมต่อสภาผู้แทนฯ วุฒิสภา และคณะรัฐมนตรี พิจารณาดำเนินการ
แต่หากขืนปล่อยให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศใช้ไปก่อน การที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องยากมากๆ
เพราะว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กำหนดเรื่องการแก้ไขเพิ่มรัฐธรรมนูญไว้ 3 ส่วน คือ
1.ส่วนที่แก้ไขไม่ได้ คือส่วนที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ
2.ส่วนที่แก้ไขได้โดยรัฐสภาและต้องผ่านการทำประชามติด้วย คือ บททั่วไป ภาค 1 พระมหากษัตริย์และประชาชน รวมถึงหลักการพื้นฐานสำคัญ 6 ประการ ได้แก่ 1.หลักประกันเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและการมีส่วนร่วมของพลเมืองในทางการเมือง 2.โครงสร้างของสถาบันการเมือง 3.กลไกที่ใช้เป็นการรักษาวินัยการเงิน การคลัง และการงบประมาณ 4.บทบัญญัติสำคัญในหลักนิติธรรม ศาล องค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ 5.บทบัญญัติในการปฏิรูปและสร้างความปรองดอง และ 6.หลักเกณฑ์การแก้ไขรัฐธรรมนูญ
3.ส่วนที่แก้ไขได้โดยรัฐสภา
ทั้งนี้ ในขั้นตอนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในส่วนของรัฐสภา คณะกรรมาธิการกำหนดให้ทำได้ยากขึ้นด้วย คือ
1. จำนวนผู้เสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามร่างรัฐธรรมนูญใหม่นี้ กำหนดให้ใช้ 1 ใน 4 ของจำนวนส.ส. จากเดิมให้ใช้เสียง 1 ใน 5
2.การออกเสียงลงคะแนนในวาระสามให้ใช้คะแนนเห็นชอบจำนวนไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกของสองสภา จากเดิมที่ใช้เสียงมากกว่ากึ่งหนึ่ง(ที่ อ.บวรศักดิ์ บอกว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้เสียงรัฐสภาเกินกึ่งหนึ่งในการแก้ไขนั้น ที่จริงแล้วเป็นแค่วาระแรกขั้นรับหลักการเท่านั้น )
3.เมื่อรัฐสภาเห็นชอบแล้ว ต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นตราโดยถูกต้องหรือมีความขัดหรือแย้งกับเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในส่วนของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญหรือไม่ ก่อนที่จะนำร่างรัฐธรรมนูญทูลเกล้าฯ
จะเห็นได้ว่า หากเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับหลักการพื้นฐานสำคัญ แม้ว่าร่างแก้ไขเพิ่มเติมฯ จะได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว ยังต้องนำร่างฯ ไปทำ “ประชามติ ” ถามประชาชนด้วยว่าเห็นชอบกับการแก้ไขหรือไม่ด้วย
ส่วนถ้าเป็นการแก้ไขที่ไม่ใช่หลักการพื้นฐานสำคัญ แม้ว่ารัฐสภาเห็นชอบแล้ว ก็ยังต้องส่งร่างแก้ไขไปให้ศาลรัฐธรรมนูญูพิจารณาว่าเป็นการแก้ไขโดยชอบหรือไม่
เมื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญทำได้ยากถึงขนาดนี้ ที่หลายฝ่ายพยายามขอให้มีการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก่อนมีการประกาศใช้ จึงถูกต้องแล้ว





