จี้รัฐฟัน 'ขบวนการค้ามนุษย์' ทางแก้หลุดบัญชีดำ 'สหรัฐ-อียู'

จี้รัฐฟัน 'ขบวนการค้ามนุษย์' ทางแก้หลุดบัญชีดำ 'สหรัฐ-อียู'

(รายงาน) จี้รัฐฟัน "ขบวนการค้ามนุษย์" ทางแก้หลุดบัญชีดำ "สหรัฐ-อียู"

นี้(23 เม.ย.) เครือข่ายองค์กรที่ทำงานด้านประชากรข้ามชาติ จัดเสวนาในหัวข้อ “ฤา จะหนีไม่พ้นวังวนการค้ามนุษย์?” ที่ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย โดยได้เสนอแนวทางการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน มีประเด็นดังนี้


กรณีสหภาพยุโรป (อียู) ให้ใบเหลืองเตือนไทยให้เร่งจัดการการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (ไอยูยู) ไม่ได้ตามมาตรฐานที่กำหนด ขณะเดียวกันก็ใกล้ถึงเวลาที่สหรัฐจะประกาศรายงานสถานการณ์ค้ามนุษย์ประจำปีภายในเดือน พ.ค. 2558 ได้สร้างความวิตกกังวลกับทุกฝ่าย โดยเฉพาะภาครัฐซึ่งงัดมาตรการต่างๆ ออกมาแก้ปัญหา ถึงขั้นประกาศเป็นวาระแห่งชาติแต่ก็ยังไม่อาจสร้างความมั่นใจให้กับยุโรปและสหรัฐได้


แม้รัฐบาล รวมทั้งส่วนราชการที่มีหน้าที่รับผิดชอบจะอธิบายถึงมาตรการต่างๆ ที่ดำเนินการอยู่เพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา แต่ในมุมมองของนักกฎหมายและองค์กรพัฒนาเอกชนที่คลุกคลีกับปัญหาแรงงานข้ามชาติมาอย่างต่อเนื่องยังเห็นว่ามีอีกหลายเรื่องที่เป็นปัญหาซึ่งภาครัฐต้องเร่งแก้ไข


นายสุรพงษ์ กองจันทึก ประธานคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติ และผู้พลัดถิ่น สภาทนายความ ได้นำเสนอประเด็นห่วงใยและข้อเสนอสำหรับการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์และแรงงานข้ามชาติ


นายสุรพงษ์ กล่าวว่าข้อมูลที่ทางการไทยให้สหรัฐหรืออียูนั้นเป็นข้อมูลที่ยังไม่ค่อยดี แม้ว่ารัฐบาลจะดำเนินการไปแล้วในหลายๆ เรื่องแต่ก็ไม่เข้าตา ส่วนนโยบายของเราก็ตอบไม่ตรงคำถาม


“ภาพรวมค้ามนุษย์เป็นช่วงที่หนักหนา สหรัฐใกล้ประกาศผล อียูเตือนเพิ่ม สหรัฐพูดย้ำเรื่องทาส ซึ่งรัฐแก้ไขตลอดแต่ตอบไม่ตรงจุด สิ่งที่ทำไปดีอยู่แล้วแต่ต้องตอบให้ตรงประเด็น เช่น สหรัฐต้องการเห็นการเล่นงานขบวนการ ถ้าทำได้ก็แก้ภาพพจน์ได้”


เขาบอกว่า สิ่งที่ต้องแก้ไขเร่งด่วน คือ การจับกุมผู้เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ที่เป็นรายย่อย การดำเนินการกับเด็ก ซึ่งต่างชาติมองว่ากลุ่มคนเหล่านี้เป็น “เหยื่อ” ไม่ใช่ “อาชญากร” ดังนั้นจึงต้องมุ่งเน้นการจับกุม “กลุ่มขบวนการ” ให้มากขึ้น ซึ่งไม่ได้มีเพียงแค่ภาคประมง แต่ยังมีการค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญา ขบวนการเหล่านี้อาจมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง


“ขอให้ดำเนินการกับขบวนการจริงๆ สัก 10-20 เคส ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ นี้ เชื่อว่าจะช่วยแก้ปัญหาได้” นายสุรพงษ์ กล่าวและว่า เห็นด้วยกับการใช้มาตรา 44 รัฐธรรมนูญชั่วคราว ในการดำเนินคดีกับกลุ่มขบวนการแต่ต้องเป็นการดำเนินการกับกลุ่มคนเหล่านี้อย่างจริงจัง


ส่วนการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวนั้นทำถูกแล้ว แต่ก็เป็นเพียงวิถีทางเพื่อนำไปสู่การแก้ไข เพราะหลังจากขึ้นทะเบียนกันแล้วจะทำอย่างไรต่อไป ตรงนี้ยังไม่มีความชัดเจน เช่นเดียวกับเรื่องประมง ทั้ง เรือ คน วิธีการหาปลา พื้นที่ที่ไปหาปลา ล้วนแต่ผิดกฎหมาย ผลผลิตที่ได้มาจึงไม่ได้รับการยอมรับ


เขายังกล่าวถึงการแก้ปัญหาค้ามนุษย์ในกิจการประมงนอกน่านน้ำว่า ตัวอย่างกรณีที่เกิดขึ้นล่าสุดที่ประเทศอินโดนีเซียสะท้อนให้เห็นว่าการแก้ปัญหาของไทยในบางเรื่องยังไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย ทั้งที่กฎ ระเบียบ ข้อบังคับต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้นั้นมีกำหนดไว้อยู่แล้ว หากทำได้ก็สามารถแก้ไขปัญหาค้ามนุษย์ในส่วนของกิจการประมงได้


นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ปัญหาที่เราพบจากกรณีแรงงานประมงที่อินโดนีเซียนั้นเป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็ง เพราะไม่ได้มีเพียงแรงงานไทยเท่านั้น แต่ยังมีแรงงานประเทศเพื่อนบ้านไปอยู่บนเรือประมงไทยอีกมากมายที่ประเทศไทยต้องให้การช่วยเหลือ


“ยังมีแรงงานประมงเป็นพันคนบนเรือหลายร้อยลำที่อินโดนีเซียที่ลอยอยู่อย่างไม่มีอนาคต”


นายสุรพงษ์ กล่าวต่อว่า อีกประเด็นที่มีการกล่าวหาไทยคือการเอาคนลงเป็นทาส ซึ่งกฎหมายบ้านเรามีมา 40-50 ปีแล้วแต่ไม่เคยมีการบังคับใช้ ไม่เคยมีการนำมาลงโทษใคร แต่ต่างประเทศกล่าวหาเราในประเด็นนี้
ส่วนประเด็นแรงงานประมงตกเรือ การค้ามนุษย์ และการคุ้มครองแรงงานข้ามชาติในกิจการประมงทะเล ซึ่งเกี่ยวข้องกับกรณีใบเหลืองไอยูยูโดยตรงนั้น นายสมพงษ์ สระแก้ว ผู้อำนวยการเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (แอลพีเอ็น) กล่าวว่า สิ่งที่ควรให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหามีด้วยกัน 2 เรื่อง คือ 1.การตรวจสอบย้อนกลับผลิตภัณฑ์ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร มาจากเรือลำไหน จดทะเบียนเข้าออกถูกต้องหรือไม่


2.การบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับเงื่อนไขสภาพการทำงานบนเรือซึ่งยังไม่ค่อยมีการพูดถึงมากเท่าที่ควรทั้งที่มีกฎหมายบังคับใช้แล้ว และควรให้ความสำคัญกับคนทำงานบนเรือโดยยึดหลักสมัครใจสูงสุดและเงื่อนไขดีที่สุด


“เชื่อว่ากรณีใบเหลืออียูนั้นไทยแก้ไขได้ แต่ก็ต้องเน้นปฏิบัติให้เข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะเรื่องระบบตรวจสอบการเข้าออกท่าเรือต้องเร่งดำเนินการให้ครอบคลุม ส่วนการจดทะเบียนเรือก็ควรมุ่งเน้นไปที่เรือประมงนอกน่านน้ำทั้งขนาดกลางและขนาดใหญ่ก่อน”


ส่วนการเข้าไปช่วยเหลือแรงงานประมงที่มีปัญหาอยู่ต่างประเทศนั้นภาครัฐยังไม่มีการทำการสำรวจปัญหาอย่างแท้จริง เขายกตัวอย่างปัญหาการค้ามนุษย์ในธุรกิจประมงที่เกิดขึ้นในประเทศอินโดนีเซีย


เขาบอกว่า แม้ว่าในปีนี้จะร่วมมือกันช่วยเหลือแรงงานไทยกลับมาได้แล้ว 3 ชุด รวม 95 คน แต่ก็ยังมีแรงงานไทยตกค้างอยู่ที่ตรวจคนเข้าเมืองเกาะอัมบน 3 คนที่ยังรอการพิสูจน์สัญชาติ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้รับความสนใจจากทางการไทยเท่าที่ควร


ขณะที่กลุ่มแรงงานไทยชุดล่าสุด จำนวน 68 คน ที่เดินทางกลับประเทศมานั้นก็มี 1 คน คือนายบุญศรี เพ่งพิศ ที่หายตัวไป ส่วนการสอบสวนแรงงานจากที่พบเข้าข่ายการค้ามนุษย์ 28 คนจากทั้งหมด 68 คน เมื่อมาสอบสวนอีกครั้งพบว่าเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์เพียง 2 คน ก็ไม่อยากคิดว่าเป็นความพยายามทำให้เหลือเคสค้ามนุษย์ให้น้อยที่สุดหรือไม่


ทั้งหมดนี้เป็นเสียงสะท้อนปัญหาจากในพื้นที่เพื่อเป็นข้อเสนอแนะให้กับหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบนำไปพิจารณาทบทวนโดยหวังว่าจะช่วยปรับปรุงแก้ไขมาตรการต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นเพื่อที่ไทยจะได้หลุดจากกับดักปัญหาค้ามนุษย์เสียที