วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'สังศิต'เผยปฎิรูปตร.แยกสอบสวนออกจากสตช.

"สังศิต"เผยโกงของไทยมี3รูปแบบ เผยปฎิรูปตำรวจต้องแยกงานสอบสวน ออกจากสตช. ขณะที่"วิชา"ย้ำแก้โกงได้ต้องมีความกล้า ด้าน"บรรยง"ยกแบบสิงคโปร์

ที่โรงแรมรามากาเด้นส์ กทม. วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จัดสัมมนาวิชาการ หัวข้อ “การต่อต้านการคอร์รัปชั่นในประชาคมอาเซียน” โดยนายสังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวตอนหนึ่งว่า ใน 10 ประเทศอาเซียน มี 2 ประเทศคือ สิงคโปร์ และมาเลเซีย ที่ผ่านเกณฑ์ขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ ที่เหลือสอบตกหมด ในการเปิดประชาคมอาเซียนสิ่งที่ควรเรียนรู้มากที่สุดคือ สิงคโปร์ว่าทำไมถึงมีการคอร์รัปชั่นน้อยและมีดัชนีชี้วัดความโปร่งใสสูงเกือบที่สุดในโลก สำหรับรูปแบบการคอร์รัปชั่นในไทย มี 3 รูปแบบคือ 1.การคอร์รัปชั่นเชิงโครงสร้าง เกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขนักการเมืองกับเจ้าหน้าที่รัฐร่วมมือกันในการแต่งตั้งโยกย้ายจนสามารถควบคุมโครงสร้างองค์กรภาครัฐได้อย่างแบบเสร็จ ทำให้การจัดซื้อจัดจ้างทำได้แบบเบ็ดเสร็จ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ หน่วยงานราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแทบทุกแห่งมีเจ้าประจำของตัวเองหมด บริษัทอื่นเข้ามาไม่ได้ แม้แต่ในยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่ง 7 เดือนที่ผ่านมาจะเห็นว่า งานของภาครัฐเดินไม่ได้ 2.การคอร์รัปชั่นต่างระบบ เกิดขึ้นจากเจ้าหน้าที่ทำเองหรือจับมือกับนักการเมือง นักธุรกิจ เป็นการใช้จุดอ่อนหรือช่องโหว่กฎหมายหาประโยชน์เข้าตัวเอง โดยเจ้าหน้าที่รัฐเป็นคนชี้ช่องให้ และ3.การคอร์รัปชั่นเชิงระบบ เกิดขึ้นภายใต้สถานการณ์ที่นักการเมืองมีอำนาจเหนือเจ้าหน้าที่รัฐ จนกระทั่งออกมาเป็นมติครม. หรือออกมาเป็นกฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจตัวเองหรือพรรคพวก ซึ่งการคอร์รัปชั่นแบบนี้ในโลกไม่ค่อยมี แต่ประเทศไทยเป็นประเทศระดับแนวหน้า  

นายสังศิต กล่าวว่า วันนี้ไทยมีรัฐบาลที่มาจากการใช้อำนาจทางทหาร พยายามที่จะฟื้นฟูประเทศ แก้ปัญหาการทุจริต ซึ่งยังเป็นปัญหาที่มีเดิมพันสูงว่าจะสามารถแก้ได้หรือไม่ ตนคิดว่ารัฐบาลเหน็ดเหนื่อยมาก เพราะปัญหาที่หมักหมมมาเป็นเวลานาน ทั้งเรื่ององค์กรรับรองมาตรฐานการบินพลเรือนนานาชาติ (ICAO) หรือเรื่องการค้ามนุษย์ ที่นักการเมืองเข้ามาแล้วไม่ทำอะไร ปัญหามาอยู่ที่รัฐบาลนี้ สถานการณ์มาถึงจุดที่สุด ถ้าเราแก้ปัญหาไม่ได้ใน 6 เดือน เขาให้ใบแดง วิกฤตจะตามกันมาไม่หยุด ตนเห็นถึงความตั้งใจของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช.ว่า ท่านอยากแก้ปัญหาจริง ๆ แต่จะสำเร็จหรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่การมีอำนาจทางการเมือง แต่อยู่ที่ข้าราชการจะทำงานให้ท่านหรือไม่ เจ้าหน้าที่รัฐจะทำงานให้ท่านหรือไม่ ซึ่งส่วนใหญ่ใส่เกียร์ว่าง ที่ผ่านมา 7 เดือนใส่เกียร์ว่าง เพราะทุกคนรู้ว่า รัฐบาลอยู่แค่ปีเดียว จึงไม่มีใครอยากทำงาน รอเลือกตั้ง เลยทำให้รัฐบาลทำอะไรไม่ค่อยสะดวก

"สังศิต"เผยปฎิรูปตร.แยกงานสอบสวนออกจากสตช. 

นายสังศิต กล่าวด้วยว่า สำหรับการปฏิรูปตำรวจอยากให้แยกงานสอบสวนออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เพราะงานสอบสวนเป็นต้นทางของกระบวนการยุติธรรมก่อนที่จะไปถึงอัยการและศาล ส่วนตำรวจให้มีหน้าที่ไปสืบสวน เมื่อได้เรื่องมาแล้วให้พนักงานสอบสวนเป็นคนทำ ทุกวันนี้ประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรมจากตำรวจ โดยตำรวจจะมีสมุด 2 เล่มเพื่อลงบันทึกรับแจ้งความคือ เล่มก. กับเล่มข. อย่างประชาชนเมื่อถูกลักทรัพย์ 10 คดีแล้วไปแจ้งความ ตำรวจจะลงในเล่มก.เพียงคดีเดียว อีก 9 คดีจะไปอยู่เล่มข. ที่เป็นเล่มหลอกประชาชนให้สบายใจว่ามาแจ้งความแล้ว เพราะผู้บังคับบัญชาของตำรวจแต่ละพื้นที่ต้องการให้จำนวนคดีในพื้นที่ตัวเองต่ำ ซึ่งจริงๆ คดีอาชญากรรมน่าจะมีไม่น้อยกว่าสิบเท่าจากจำนวนนั้น นอกจากนี้ การทำงานของตำรวจที่ดีที่สุดคือ ให้ไปเป็นตำรวจจังหวัด ให้สังคมทำหน้าที่กำกับตำรวจที่จะไปคุมหวยคุมซ่องจะทำได้ลำบาก เพราะคนในจังหวัดคุมได้

"วิชา"ย้ำแก้โกงได้ต้องมีความกล้า 

ขณะที่นายวิชา มหาคุณ กรรมการป.ป.ช.กล่าวว่า ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ในประเทศนี้ คนดีที่สุดอยู่ในประเทศนี้ และคนเลวมหาเลวก็อยู่ในประเทศนี้ ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมประเทศเราถึงไม่สามารถเดินหน้าไปได้ คนดีทำดีไปผลสุดท้ายก็ตายเปล่า แต่คนเลวตนไม่อยากจะพูดว่าใครเลว ใครดี เพราะไม่มีใครดีใครเลวไปกว่ากันเลยในวงการ ทำไมทุจริตโครงการจำนำข้าวเกิดขึ้นหนัก เพราะมีการร่วมมือกัน 3 ฝ่ายคือ 1.เจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งควรจะยับยั้ง เป็นหลักให้กับประเทศ แต่กลับไปตามใจนักการเมือง พอเขาปูนบำเหน็จให้ ทุกอย่งาถูกหมด ที่ผิดบอกว่าถูก พูดให้ดำเป็นขาว ให้ขาวเป็นดำได้ตามนักการเมือง 2.นักการเมือง พวกเสือหิวเสือโหย พยายามทำทุกอย่างให้เกิดประโยชน์กับตัวเองในเวลาสั้น ๆ ที่มีอยู่ และ 3. นักธุรกิจ ตนไม่อยากจะโทษ เพราะวงการธุรกิจจำเป็นต้องร่วมสังฆกรรมกับเขา เพราะเมื่อก่อนอยู่ข้างหลังได้ไม่เต็มเม็ด

นายวิชา กล่าวช่วงหนึ่งว่า วันนี้การทุจริตการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) เป็นการทุจริตที่เป็นมหากาพย์ แต่คนที่ออกมายืนหยัดคือ ข้าราชการประจำ อย่างน.ส.ชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) ตอนก่อนคสช. มาบริหารประเทศเคยถูกแขวนไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง ถ้าคสช.ไม่มาคงยังไม่ได้ผุดได้เกิด คงถูกแขวนอยู่อย่างนั้น เคยเรียกท่านตอนเป็นผู้ตรวจราชการมาถามว่า การระบายข้าวที่เกิดขึ้นเป็นจีทูจีจริงหรือไม่ น.ส.ชุติมาในยุคที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยังมีอำนาจเต็ม ท่านยืนยันว่า ระบบอย่างนี้ไม่ใช่จีทูจี จีทูจีเป็นอีกอย่าง ท่านพูดตรงไปตรงมา เรามีวีรสตรี 2 คน ได้แก่ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ อดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง ที่กล้าเปิดเผยตัวเลขความเสียหาย และน.ส.ชุติมา อย่างไรก็ตาม คนดีเมืองไทยมีเยอะ แต่คนกล้าเมืองไทยมีน้อย ถ้าเราแปรเปลี่ยนความดีให้เป็นความกล้า บ้านเมืองไทยไม่ต้องพึ่งแม่น้ำร้อยสาย เอาสายเดียวคือ แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นหลักของประเทศ ทำสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นให้สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว สิ่งที่เราต้องการทุกวันนี้ในการปฏิรูป ไม่ใช่ไปเขียนอะไรไว้สวยหรู แต่เราต้องการคนทำจริง พูดแต่ไม่ทำเราไม่เอา สิ่งที่ต้องการคือ ของจริง คนจริง และทำจริง

นายวิชา กล่าวอีกว่า โมเดลของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ต้องเป็นโมเดลที่ผู้รับผิดชอบบ้านเมืองต้องนำไปใช้กับกระทรวงอื่น การตรวจสอบการทุจริตที่ไทยสอบตกมาตลอด หากรัฐบาลมีความจริงใจ ตั้งใจ และเข้มแข็ง ในการทำงาน ฉับพลันทันทีจะแก้ได้ เวลาเหลือน้อยแล้วคุณสมชาย หรือคสช. ท่านเอาจริง ทำจริง จัดการกับกระทรวงต่าง ๆ ที่เราเห็นได้ชัดเจนและอันตรายมากที่จะทำให้บ้านเมืองพินาศคือ เรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่จะไม่เหลือแล้ว ศธ.ดูแลเรื่องคน คนที่ดูแลเรื่องทรัพยากรธรรมชาติก็ชั่วร้ายพอกัน ปล่อยให้มีการปู้ยี้ปู้ยำ ยึดพื้นที่ตัวเอง อย่างเช่นที่อุทยานแห่งชาติสิรินาถ จ.ภูเก็ต สะท้อนใจมาก เพราะเป็นแผ่นดินไทยแท้ๆ แต่รัสเซียกลับตั้งบริษัทแล้วมายึด โดยสร้างรีสอร์ตไว้ กำลังจะออกเอกสารสิทธิ์ แต่ป.ป.ช.ท้วงไปและตั้งกรรมการสอบอยู่ขณะนี้ โดยห้ามไม่ให้มีการเคลื่อนย้าย ห้ามโอนเป็นอันขาด

“ที่ไหนสร้างไม่ถูกต้องทุบเลย ที่ประเทศเม็กซิโกก็มีโมเดลเช่นนี้มาแล้ว คือ มีการสร้างรีสอร์ตในพื้นที่มรดกโลก ทางการเขาก็บอกต้องออกไปทันที เหมือนกับที่คสช.กำลังทำที่โบนันซ่า ซึ่งไม่รู้ว่า จะกล้าไม่หรือไม่กล้า แต่เชื่อว่า ถ้าทำได้แบบนี้ ดัชนีความโปร่งใสที่องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติจะประเมินในเดือนธ.ค.58 นี้ ดีขึ้นแน่นอน ขอฟันธง” นายวิชา กล่าว

"บรรยง"ยกแบบสิงคโปร์ เชื่อประเทศไม่โกงถึงรวย  

ขณะที่นายบรรยง พงษ์พานิช คณะกรรมการการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ(คตช.) กล่าวว่า มีงานวิจัยที่พูดถึงเรื่องทุจริตจำนวนมากที่ระบุว่า ประเทศที่มีคะแนนดัชนีชี้วัดความโปร่งใส(CPI) และคะแนนความมั่งคั่งนั้นมักไปในทิศทางเดียวกัน คือประเทศที่มั่งคั่งหรือกระจายรายได้ที่ดี คอร์รัปชั่นก็เกิดขึ้นน้อย มีคำถามคือ ประเทศที่รวยแล้วไม่โกง หรือไม่โกงแล้วถึงรวย นั้นตนจึงเชื่ออย่างหลัง โดยดูตัวอย่างจากประเทศในอาเซียนอย่างสิงคโปร์ ทำไมถึงมีเศรษฐกิจดีที่สุดในโลก นั่นเป็นเพราะผู้นำประเทศอย่าง ลีกวนยู ที่กำหนดให้การปราบคอร์รัปชั่นเป็นวาระแรก และมุ่งมั่นทำตามนั้นมาตลอด ถึงแม้สิงคโปร์จะไม่ใช่ประเทศประชาธิปไตย100เปอร์เซ็นต์ มีการจำกัดสิทธิเสรีภาพมากมาย แต่ก็ประสบความสำเร็จอย่างมาก เพราะความมุ่งมั่นเอาจริงเอาจังไม่ให้มีการคอร์รัปชั่นเกิดขึ้น

นายบรรยง กล่าวว่า ประเทศมาเลเซียที่เมื่อก่อนขึ้นชื่อว่าคอร์รัปชั่นสูสีกับไทยหรืออาจมีมากกว่า แต่พัฒนาการในระยะหลังของเขานอกจากจะมีการตั้งหน่วยงานอิสระเช่นเดียวกับ ป.ป.ช.ของเราแล้ว แต่ก็ยังไม่เพียงพอ และเมื่อไม่นานมานี้ ฝ่ายบริหารยังได้ตั้งรมต.ประจำสำนักนายกฯ ขึ้นมาดูแลเรื่องทุจริตด้วย และในทุกกระทรวงจะมีเจ้าหน้าที่ที่ดูเฉพาะเรื่องนี้โดยตรง หากพบความผิดปกติก็สามารถรายงานได้โดยตรงถึงรมต.ประจำสำนักนายกฯ ไม่ต้องผ่านรัฐมนตรีแต่ละกระทรวง

นายบรรยง กล่าวอีกว่า มาตรการในการป้องกันทุจริตนั้น ต้องมีการปลูกฝัง ป้องกัน และปราบปราม ซึ่งการปลูกฝังถือว่าจำเป็นในระยะยาวเพื่อมุ่งแก้อนาคต แต่ในขณะนี้ที่มีการปราบปรามก็คือการทำเรื่องในอดีต เช่น นำคนผิดมาลงโทษ ตราบใดที่ผลประโยชน์จากการคอร์รัปชั่น ยังมีมากกว่าโอกาสที่จะถูกจับได้ การคอร์รัปชั่นก็จะยังมีจำนวนมาก ดังนั้น ต้องมีการจำกัดอำนาจผูกขาดและอำนาจรัฐทุกชนิด รวมถึงกรณีที่อนุญาตเจ้าหน้าที่รัฐสามารถใช้ดุลพินิจ เนื่องจากในทุกดุลพินิจนั้นมีราคาเสมอ และต้องเพิ่มความรับผิดชอบให้กับเจ้าหน้าที่ เมื่อมีตรงนี้มากขึ้นเท่าไหร่ คอร์รัปชั่นก็จะลดลงเท่านั้น